"Fly high but don't fly alone"
พรีวิว Samsung Galaxy S8 เมื่อซัมซุงเปลี่ยน Design Language ใหม่ สู่ยุคสมัยจอไร้ขอบ
1 Apr 2017 13:45   [96635 views]

เป็นอีกครั้งที่ได้รับโอกาสอันดี เดินทางมางานเปิดตัวมือถือ Samsung Galaxy รุ่นใหม่ที่นิวยอร์ค พร้อมกับสัมผัสเครื่องจริงอย่างอิ่มหนำสำราญ

หลังจากผ่านงานเปิดตัวมา 3 วันเต็มและก็เล่นเจ้า S8 และ S8+ ไป 3 วันถ้วนละ ตอนนี้ก็ถึงเวลามาเขียนบล็อกเล่าให้ฟังว่าเจ้า S8 นี้เป็นยังไงบ้างงงงง

ทั้งนี้บล็อกนี้ยังเป็นแค่พรีวิวนาจา ยังไม่ได้ลงลึกรายละเอียดอะไรมาก ถ้ามีอะไรเพิ่มเดี๋ยวจะค่อยทยอยเขียนบล็อกเพิ่มตามมา

เอ้า เริ่ม !

เข้าสู่ยุค Design ใหม่ Infinity Display "หน้าจอไร้ขอบ"

เริ่มจากความเปลี่ยนแปลงที่เห็นด้วยตาเปล่าได้อย่างชัดเจน เมื่อ S8 มาพร้อมกับแนวคิดดีไซน์ใหม่อย่าง "หน้าจอไร้ขอบ" หรือที่เรียกว่า Infinity Display

ถึงจะบอกว่ามันไร้ขอบ แต่จริง ๆ มันก็มีขอบอยู่นิดนึงแหละนะ แต่บางมาก ๆ ไม่ว่าจะเป็นขอบข้าง ขอบล่างหรือขอบบน แต่ถ้าให้เทียบกับทุกรุ่นที่เราเคยรู้จักกันมา ก็น่าจะเห็นแล้วว่าขอบมันบางแค่ไหน ไม่ต้องพูดเยอะเลย

และก็อย่างที่บอก เจ้าหน้าจอแบบนี้ซัมซุงตั้งชื่อให้มันไว้ว่า Infinity Display หรือการที่สามารถเพิ่มขนาดจอได้โดยที่ไม่ต้องเพิ่มขนาดโทรศัพท์ ส่งผลให้ S8 จอใหญ่ขึ้นมากแต่ตัวมือถือกลับขนาดเท่าเดิม ! อันนี้เป็นภาพเทียบระหว่าง S7 Edge และ S8 เห็นกันชัด ๆ เลยว่าจอใหญ่ขึ้นมาก ๆ แต่มือถือเล็กลงนาจา

ความสวยต่างกันอย่างเห็นได้ชัดเลย >__<

แน่นอนว่าต้องมีคนถามว่าแบบนี้ตอนจับพวกอุ้งมือมันจะกดโดนด้านข้างแล้วลั่นมั้ย หลังจากที่เล่นมา 1 วันเต็มก็สามารถบอกได้ว่า "ไม่ลั่นนาจาาา" ไม่รู้ว่าเค้าทำซอฟต์แวร์มาดีหรือว่าตั้ง Hardware ไว้ให้เป็นแบบนั้น แต่ถึงมือจะไปโดนบริเวณขอบ ๆ ก็ไม่ทำให้การใช้งานผิดเพี้ยนแต่อย่างใด มือถือมันจะรู้เองว่านี้ไม่ใช่การตั้งใจไปกดที่จอนะแล้วก็จะไม่เกิดอะไรขึ้น ใช้งานได้ตามปกติ

และผลของการที่ขอบจอทั้งบนและล่างบางลงมาก ๆ ก็ทำให้ต้องกำจัดปุ่ม Home ที่เป็น Hardware Button ทิ้ง เพราะหากปล่อยไว้จะทำให้พื้นที่ด้านบนและล่างไม่สมดุล มือถือจะไม่สวยนั่นเอง

แล้วซัมซุงทำยังไงกับปุ่ม Home กันหละ ? มาดูกันต่อ

Invisible Home Button: ย้ายปุ่ม Home ไปอยู่ "ใต้จอ" แทน

ทางเลือกมีไม่มาก ถ้าใส่ปุ่ม Home ที่เป็นปุ่มไม่ได้แล้ว ก็ย้ายมันไปอยู่บนจอเป็นทัชสกรีนแทนซะเลยยยยยยย

แต่เดี๋ยวก่อน ถ้ามันเป็นแค่ทัชสกรีน เวลาใช้งานมันก็ไม่รู้สึกถึงความเป็นปุ่มสิ ... ไม่ได้ ไม่ได้ ซัมซุงเลยไม่ได้แค่ย้ายปุ่ม Home ให้มาอยู่บนทัชสกรีน แต่ยังแอบฝังปุ่มจริง ๆ ไว้ใต้บริเวณนั้นด้วย !

โดยสิ่งนี้ซัมซุงเรียกมันว่า Invisible Home Button หรือปุ่ม Home ที่มองไม่เห็นนั่นเอง

ถามว่ามันมีอะไรมากกว่าการทำปุ่ม Home เป็นทัชสกรีนธรรมดาหละ ? คำตอบคือ มันสามารถกดลงไปแรง ๆ ได้เหมือนเป็นปุ่ม ๆ นึงเลย ไม่ใช่แค่แตะ ๆ บนจอ ตอนกดลงไปก็จะมี Haptic Feedback กลับมาทำให้เรารู้สึกเหมือนกดปุ่มจริง ๆ เลยนั่นเองงง และประโยชน์ของมันคือ เราสามารถกดปุ่มนี้ตอนไหนก็ได้ เช่น ตอนปิดจออยู่ก็กดลงไปได้เหมือนปุ่ม Home ในรุ่นก่อนหน้านี้เลย

ดังนั้นมุมมองของปุ่ม Invisible Home Button ของเจ้า S8 นี้คือยังเหมือนกับมันมีปุ่มอยู่เหมือนเดิมนะ แต่มองไม่เห็นเป็นปุ่ม ๆ อีกต่อไปแล้วเท่านั้นเอง ซึ่งพอทลายข้อจำกัดตรงนี้ไปได้ก็เลยทำให้สามารถดีไซน์มือถือใหม่ขอบบางจ๋อยได้อย่างที่เห็นตอนนี้นั่นเอง =D

ปัญหาที่อาจจะเจอบ้างสำหรับการย้ายปุ่ม Home มาอยู่บนจอคือ อาจจะมีบ้างที่เราพิมพ์คีย์บอร์ดอยู่แล้วเผลอไปโดนปุ่ม Home ครับ อย่างที่ทดลองใช้อยู่นี้ก็เผลอไปโดนมา 2 ครั้งใน 2 วัน อันนี้ก็ต้องคอยปรับตัวกันไป

Short Key ที่เปลี่ยนไปจากการที่ปุ่ม Home เปลี่ยนแปลง

อาจจะสงสัยว่าจะแคปเจอร์จอยังไงหละทีนี้ ? ... สรุป S8 ใช้วิธีกด Power + Volume Down ในการแคปเจอร์จอแทนครับ (เหมือน Vanilla Android ละ)

และอีกอันที่ใช้กันบ่อย ๆ อย่างการกด Home สองครั้งเพื่อเปิดกล้องขึ้นมา ตอนนี้ก็ใช้การกดปุ่ม Power สองครั้งแทนครับ

จอมุมโค้ง UI ปรับเล็กน้อยแต่ไม่กระทบการใช้งานใด ๆ

เป็นรายละเอียดเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่เห็นได้ด้วยตาเปล่าแต่ไม่ค่อยได้รับการพูดถึงเท่าไหร่ แต่สำหรับสายดีไซน์คงจะสนใจไม่น้อยกับ "ความโค้งที่มุมจอ" ที่ถูกออกแบบมาเพื่อความสวยงามและรับกับโค้งของบอร์ดี้

ถึงพื้นที่ตรงบริเวณโค้ง ๆ จะมีพิกเซลที่หายไปจำนวนหนึ่งแต่ก็ไม่สร้างปัญหาต่อการใช้งานแต่อย่างใด อย่าง UI ด้านบน Notification Bar ก็ขยับไอคอนต่าง ๆ มาข้างในนิดนึงเพื่อหลบมุม ซึ่งถ้าไม่สังเกตก็มองไม่ออกเลย ถือว่าเรียบเนียนไปกับประสบการณ์การใช้งานเลย

ในแง่การผลิตถือว่าทำมาได้ดีมาก สวยมากกกกกกครับ หากใครทันมือถือ Palm Pre จะรู้ว่าความโค้ง ๆ แบบนี้มันสวยขนาดไหน ซึ่ง S8 ทำมาได้สวยกว่าและสมบูรณ์แบบกว่าอีก ถ้าได้ลองเล่นเองแล้วจะติดใจในความสวยครับ

เปิดพร้อมกัน 2 รุ่น: S8 และ S8+ จอใหญ่ปะทะจอใหญ่กว่า

S8 เปิดตัวมาพร้อมกันสองรุ่น S8 และ S8+ (อ่านว่า S8 พลัส) ซึ่งต่างกับตอน S7 ที่ออกรุ่นจอโค้งกับไม่โค้งมา เพราะ S8 จอโค้งหมดทุกรุ่นจ้า แต่สิ่งที่ต่างกันในสองรุ่นนี้หลัก ๆ คือ "ขนาดหน้าจอ" และ "ขนาดแบตเตอรี่" ครับ โดย S8 จะมาพร้อมจอขนาด 5.8 นิ้ว ส่วน S8+ จะมาพร้อมจอ 6.2 นิ้วครับ

ฟังดูเหมือนใหญ่มากนะ จอ 5.8 นิ้ว และ 6.2 นิ้ว ... ซึ่งจริง ๆ มันใหญ่ แต่ต้องขอบคุณ Infinity Display ที่ทำให้มันสามารถใช้งานได้มือเดียวอย่างไม่มีปัญหาเลย อันนี้เป็นภาพ S8 ในมือครับ

ส่วนนี่เป็น S8+

ตอนที่เขียนบล็อกนี้ ส่วนตัวใช้ S8+ มาแล้ว 2 วันเต็ม ต้องบอกว่าไม่รู้สึกว่ามันใหญ่หรือเกะกะเลยแต่อย่างใด ใช้งานได้แบบเนียน ๆ เลย แต่สำหรับคนที่มือเล็กก็อาจจะชอบ S8 มากกว่า ยังไงก็ต้องลองจับเครื่องจริงกันดูครับ

และแน่นอน ขนาดที่ต่างกันก็มาพร้อมขนาดแบตเตอรี่ที่ต่างกันด้วย โดย S8 จะมาพร้อมแบต 3000 mAh ส่วน S8+ จะมาพร้อมแบต 3500 mAh

ซึ่งกระทบระยะเวลาที่ใช้งานได้อยู่พอสมควร S8+ แบตจะอึดกว่าอยู่ระดับหนึ่งครับ อย่าง S8+ ลองใช้แบบอัด ๆ โหด ๆ ชนิดที่เกินกว่ามนุษย์ทั่วไปใช้กันก็อยู่ได้ราว 10 ชั่วโมง ถ้าใช้แบบปกติก็สามารถอยู่ได้ทั้งวันสบาย ๆ ครับ

ความละเอียดหน้าจอ WQHD+ (2960x1440 พิกเซล) แต่ปรับลงเหลือ 720p+ ได้เพื่อความประหยัด

นับวันจอยิ่งละเอียดขึ้นทุกวัน อย่าง S8 และ S8+ ก็มาพร้อมความละเอียดถึง 2960x1440 พิกเซล ส่งผลให้ S8 และ S8+ มีความละเอียดถึง 570ppi และ 529ppi ตามลำดับ ละเอียดชนิดที่นึกว่าหน้าจอเป็นกระดาษไปแล้ว

แต่การที่จอละเอียดมาก บางแอป ฯ ก็อาจใช้พลังการประมวลผลสูงจนกระทบต่ออายุการใช้งานของแบต ฯ ในแต่ละวันได้ เอาจริง ๆ แล้วตาหลาย ๆ คนก็แยกพิกเซลไม่ออกตั้งแต่ Full HD แล้วหละ ดังนั้น S8 จึงสามารถปรับความละเอียดหน้าจอลงเหลือ Full HD+ (2220x1080 พิกเซล) และ HD+ (1480x720 พิกเซล) ได้ด้วย เหมือนตอน Note 7 เป๊ะ

ภาพ Screenshot ที่เอามาแปะนี้ไม่ได้ Crop ทิ้ง ปล่อยให้ยาว ๆ เพื่อให้เห็นอัตราส่วนของจอ 18.5:9 เป็นไง ยาวสะใจดีมั้ย =D

นี่แหละ มือถือยุคใหม่ ~

พาดูบอร์ดี้รอบตัว

คราวนี้ถึงเวลาพามาดูบอร์ดี้รอบ ๆ กันว่าหน้าตาเป็นยังไง เริ่มจากด้านหน้า

พื้นที่ส่วนใหญ่จะเป็นจอ ด้านล่างไม่มีอะไรเลย เป็นแค่พื้นที่ว่าง ๆ ส่วนด้านบนจะมีลำโพง กล้องหน้า รูสแกนม่านตา และ เซนเซอร์ตรวจจับการเข้าใกล้ (Proximity Sensor) อยู่ โดยแต่ละอันวางมาได้เรียบเนียนกับบอร์ดี้อย่างสวยงาม

ข้างซ้ายมาพร้อมปุ่ม Volume Up, Volume Down และปุ่ม Bixby (AI ของซัมซุง ไว้จะพูดถึงทีหลัง) ตามลำดับ

ด้านขวามีอยู่ปุ่มเดียวคือปุ่ม Power ก๊ะ

ด้านล่างเป็น รูหูฟัง 3.5mm ที่ยังไม่ถูกตัดทิ้ง ..., พอร์ต USB-C, ช่องไมโครโฟน และ ลำโพง ตามลำดับ

ด้านบนก็มีช่องเสียบซิมแบบเข็มจิ้มวางอยู่เหมือนหลาย ๆ รุ่นที่ผ่านมาครับ

สุดท้ายด้านหลังเป็นกล้อง แฟลชและที่สแกนลายนิ้วมือครับ

จะเห็นว่าค่อนข้าง Minimal ทุกพยายามทำให้เรียบเนียนไปกับบอร์ดี้เพื่อให้มันดูสวยและง่ายที่สุดนั่นเอง ตามนั้นคร้าบผม

ความจุภายใน 64GB

S8 และ S8+ มีรุ่นความจุขนาดเดียวคือ 64GB ซึ่งถ้าอยากได้เพิ่มก็ซื้อ microSD เพิ่มเอาเพราะรุ่นนี้ขยายเมมเองได้นั่นเอง

Dual SIM และเพิ่ม microSD ได้สูงสุด 2TB

สำหรับถาดซิมก็เหมือน S7 คือสามารถใส่ซิมได้สองอัน โดยซิมใบที่สองสามารถเลือกได้ว่าจะใส่เป็นซิมการ์ดหรือ microSD ครับ ซึ่ง microSD เราสามารถใส่ได้ถึง 2TB ... จะหาจากไหนฟระ

วัสดุเกาะมือขึ้นกว่า S7 Edge

S7 Edge มีจุดอ่อนอย่างนึงคือบอร์ดี้ลื่นมาก ๆ ถือยังไงก็หล่น ต้องหาเคสมาใส่ถึงจะถืออยู่ในมือได้ ซึ่งปัญหานี้ถูกแก้ไขเรียบร้อยใน S8 เพราะบอร์ดี้หนืดติดมือมาก ไม่หล่นง่าย ๆ อีกต่อไปจ้า

มี 5 สีให้เลือกสรรค์

เปิดตัวแบบ S8 Rangers มีขายทีเดียว 5 สีเลยตามนี้

อย่างไรก็ตามเครื่องจริงจะสีไม่ได้สดเหมือนกับบนสไลด์ จะหม่นลงไประดับนึงเลย แต่สีจะชัดตอนที่สะท้อนกับแสงครับ โดยรวมก็ยังสวยอยู่

สีที่ถือว่าฮอตมากจากที่ถามคนรอบตัวมาคือ Orchid Gray หรือสีเทาอมม่วง รองลงมาคือ Coral Blue หรือสีฟ้า ครับ

รูสแกนม่านตาก็มา

ใครได้ติดตามตอน Note 7 จะรู้ว่าหนึ่งในสิ่งที่สร้างความฮือฮาได้ไม่น้อยเลยคือเจ้ารูสแกนม่านตา แน่นอนว่า S8 ก็มาพร้อม Iris Scanner นี้เช่นกันจ้าาา

เนื่องจากว่าตรงนี้เหมือนกับตอน Note 7 เลยไม่ขอพูดซ้ำนะ ประเด็นหลัก ๆ ของเจ้า Iris Scanner นี้คือเราสามารถใช้มันเพื่อปลดล็อคหน้าจอได้อย่างรวดเร็ว เร็วแบบ เร็วววววว มาดูกันว่าเร็วแค่ไหน (เอาวีดีโอตอน Note 7 มารียูสนะ)

และสแกนทะลุแว่นดำได้ด้วย !

ถึงงานเปิดตัวจะไม่ได้เน้นเจ้าสิ่งนี้มาก แต่ส่วนตัวก็ยังรู้สึกว่ามันเท่และใช้งานได้จริงอยู่ ตอนมันไปไทยลองไปเล่นกันดูนะ =D

ย้ายช่องสแกนลายนิ้วมือไปด้านหลัง

พอปุ่ม Home หายไป ตัวสแกนลายนิ้วมือก็เลยต้องย้ายไปอยู่คนเดียว แล้วจะไปอยู่ไหนได้หละในเมื่อข้างหน้าก็ไม่มีพื้นที่จะใส่อะไรแล้ว ? ... ก็ย้ายไปด้านหลังไง โดยซัมซุงเลือกจะวางไว้ข้าง ๆ กล้อง เพราะว่าในท่าจับปกตินิ้วมือจะไปอยู่บริเวณนั้นพอดีอยู่แล้ว

ส่วนตัวเท่าที่ลองใช้ถือว่านิ้วหาตำแหน่งที่จะกดลงไปไม่ยากนักถึงจะมองไม่เห็น แต่ก็ไม่ได้แม่นขนาดแตะ 10 ทีติด 10 ที คงต้องอาศัยความชินสักพักนึงถึงจะใช้งานตัวนี้ได้คล่องครับ

เพิ่มวิธี Unlock จอด้วย "ใบหน้า"

หากการปลดล็อคด้วยม่านตายังเท่ไม่พอ S8 ก็จัดวิธีปลดล็อคมาให้อีกวิธีอย่างการปลดล็อคด้วย "ใบหน้า" หรือ Face Recognition นั่นเอง

การเซตก็ง่ายมากจนไม่ต้องพูดถึง มาดูการใช้งานเลยดีกว่าว่ามันเร็วแค่ไหน ~~~~~

จะเห็นว่าเร็วและสะดวกมาก ๆ เพราะยังไงตอนที่เราจะปลดล็อคจอหน้าเราก็จะจ้องอยู่หน้าจออยู่แล้ว ดังนั้นมันเลยสามารถสแกนหาหน้าเราได้ทันที จึงไม่ต้องแปลกใจที่ทำไมมันถึงเร็วได้ขนาดนั้น ตำแหน่งมันจะอยู่พอดีเสมอนั่นเอง

ซึ่งการปลดล็อคด้วยใบหน้านี้อาจจะมีข้อจำกัดเล็กน้อยเรื่อง "สภาพแสง" เพราะหากห้องมืดเกินไปก็จะเริ่มปลดล็อคไม่ได้ จึงต้องใช้งานร่วมกันวิธีอื่น ๆ เช่น PIN, Pattern หรือลายนิ้วมือ อย่างไรก็ตาม การปลดล็อคด้วยใบหน้าจะไม่สามารถใช้งานพร้อมกับการปลดล็อคด้วยรูม่านตาได้ เราจะต้องเลือกว่าจะใช้อันไหน

อีกข้อจำกัดนึงคือ ... เราสามารถใช้รูปถ่ายหลอกการปลดล็อคจอได้ด้วย เช่น ตบมือถือเพื่อนมาจะแกล้งแล้วเอารูปถ่ายใบหน้าเพื่อนมาสแกนเพื่อปลดล็อค อันนี้ "พอจะ" ทำได้ครับ ตัวอย่างตามนี้

ก็จะเห็นว่าไม่ได้ง่ายนัก แต่ก็ยังทำได้จริงอยู่ (นี่เนยลองทำเองแล้วยังไม่สำเร็จเลยสักครั้ง)

ส่วนซัมซุงก็รู้ข้อจำกัดตรงนี้อยู่แล้ว ทำให้เราไม่สามารถใช้ Face Recognition ในการทำอย่างอื่นที่ซีเรียสมาก ๆ อย่างเช่นการทำธุรกรรมได้ครับ ก็จะจำกัดไว้แค่ลายนิ้วมือและรูม่านตาเท่านั้น

ไม่มีเหตุผลอะไรต้องดราม่าเพราะมันเป็นข้อจำกัดทางเทคนิค เราแค่ต้องรู้ว่ามันมีข้อจำกัดตรงนี้แล้วเลือกเอาว่าจะใช้หรือไม่ใช่ครับ =)

ย้ายฝั่งปุ่ม Back ได้

ฟีเจอร์ที่ดูเหมือน Gimmick แต่จริง ๆ แล้วมีประโยชน์มากโดยเฉพาะอย่างยิ่งกับคนที่ถนัดมือซ้าย เพราะตอนนี้เราสามารถสลับตำแหน่งปุ่ม Back และ Menu ได้แล้วจ้า

นี่แหละ ประโยชน์ของการย้ายปุ่มต่าง ๆ มาอยู่บน Software =D

มาพร้อม Android Nougat 7.0

ระบบปฏิบัติการณ์ของ S8 เป็น Android Nougat 7.0 โดยกำเนิด ถึงจะยังไม่ใช่ 7.1 แต่คาดว่าน่าจะอัปได้ในไม่ช้าและคงจะอัปไปได้อีกยาวพอสมควรตามประสา Flagship

Processor 10nm ประหยัดพลังงานลง

หนึ่งในข้อได้เปรียบของซัมซุงเหนือกว่าแบรนด์อื่น ๆ คือซัมซุงมีโรงงานผลิตชิปที่เทคโนโลยีสูงมากอันดับต้น ๆ ของโลก ถ้าใครจะผลิตชิปที่เล็กลงได้เป็นคนแรกก็จะเป็นซัมซุงนี่แหละ ซึ่ง S8 เป็นรุ่นแรก ๆ เลยที่มาพร้อมกับ Processor ที่ผลิตด้วยเทคโนโลยีการผลิตชิปที่ขนาด 10nm

ซึ่งสิ่งที่ส่งผลจริง ๆ ไม่ใช่ความเล็ก แต่เป็นเรื่องของ "การประหยัดพลังงาน" ทำให้เจ้า S8 จึงประหยัดพลังงานลงไปอีกเล็กน้อย แถม GPU ยังทำงานได้ดีขึ้น 21% อีกตะหาก

จากที่ใช้ ๆ มาถือว่า S8 ทำเรื่องการกินพลังงานมาได้ดีทีเดียวครับ

ดูวีดีโอจอใหญ่สะใจ

พอจอใหญ่ หนึ่งในความสะใจที่จะบังเกิดคือ "การดูวีดีโอ" นี่แหละ ซึ่งจากที่ลองกด YouTube ดูก็ยอมรับว่าสะใจจริง ๆ ชอบ 555 มันเหมาะกับจอไร้ขอบจริง ๆ เวอร์คมาก

แต่เนื่องจากจอมันเป็นอัตราส่วน 18.5 : 9 ดังนั้นโดยปกติวีดีโอจะมีเว้นขอบดำอยู่ ถ้าเป็นวีดีโอ 16:9 ก็จะเว้นขอบซ้ายขวา

ถ้าเป็นวีดีโอ 21:9 ก็จะเว้นบนล่างนิดนึง

ซึ่งเราสามารถสั่งให้ Crop เพื่อแสดงเต็มจอได้เช่นกัน ไม่ใช่ปัญหา =)

ส่วนตัวถือว่าเป็นมือถือรุ่นที่ดูวีดีโอแล้วมีความสุขทีเดียวเลยแล

กล้องหน้า 8 ล้านพิกเซล f/1.7 Auto Focus

ซัมซุงขึ้นชื่อเรื่องกล้องหน้ามาได้สักพักละ โดยเฉพาะเรื่องความวิ้ง ๆ ซึ่ง S8 ก็ยังคงพัฒนาไปอีกด้วยการยัดกล้อง 8 ล้านพิกเซล f/1.7 มาพร้อม Auto Focus อีกต่างหาก ฟังก์ชันครับครัน สาว ๆ น่าจะชอบกัน

คุณภาพภาพก็ออกมาเหลือเฟือ อย่างรูปนี้ถ่ายในห้องที่แสงน้อยก็ยังได้ภาพออกมาสวยเนียน

ส่วนสภาพแสงดีนี่ไม่ต้องห่วงเลย HDR สวยเนียน ๆ มีมิติชัดตื้นชัดลึกแบบบาง ๆ

รายละเอียดภาพครบถ้วน ถ้าดูไม่ค่อยดีนี่ก็ผิดที่นายแบบละ ...

แฟลชกล้องหน้า

เช่นเดียวกับ S7 และ S7 Edge ... S8 ก็สามารถเปิด Flash กล้องหน้าเพื่อเพิ่มความสว่างในการถ่าย Selfie ได้ด้วยเช่นกัน

โดยหลักการทำงานก็ยังคงเหมือนเดิมคือ มันไม่มี LED Flash แต่อย่างใด แต่มันจะใช้วิธีเปิดจอให้เป็นสีขาวทั้งจอชั่วขณะหนึ่งเพื่อส่องหน้าเราแทน และนี่คือผลลัพธ์ครับ ... ภาพนี้ถ่ายในโรงละคร โดยน้องผู้หญิงนั่งอยู่ในเงา ตอนแรกมองไม่เห็นหน้าเลย แต่ด้วยแฟลชกล้องหน้าก็เลยทำให้ได้ภาพนี้ออกมาอย่างสวยงาม

เราว่าวิธีนี้ทำให้ได้ภาพที่นุ่มกว่า LED Flash เสียอีก น่าพอใจครับ

กล้องหลัง 12 ล้านพิกเซล f/1.7 พร้อมกันสั่น ถ่าย RAW ได้ คุณภาพภาพโหดอย่างแรง

หนึ่งในพระเอกของ S8 คือ "กล้อง" นี่แหละ ใช้เวลาสองวันเดินถ่ายรูปทั่วนิวยอร์คด้วยสภาพแสงต่าง ๆ ต้องขอบอกว่าประทับใจมากกกกกกกกกก เป็นยังไงบ้างเดี๋ยวจะพามาดูแบบคร่าว ๆ กันก่อน

โดยกล้องหลังมาพร้อม Dual Pixel Autofocus เหมือน S7 ซึ่งทำให้ถ่ายภาพเคลื่อนไหวได้คมชัดขึ้น อันนี้พิสูจน์มาแล้วจากตอน S7 ว่าเวอร์คมาก (หลาย ๆ คนอาจจะไม่รู้ว่ามันมี ดูที่ผลลัพธ์เอานั่นแหละง่ายสุด ภาพสวยและชัดใช่มั้ยล่า)

และความเจ๋งกว่าของ S8 คือมันเป็นมือถือที่มาพร้อม Multi-frame Processor ด้วย

ถามว่ามันคืออะไร ? ... มันคือเทคนิครวมภาพหลาย ๆ เฟรมเข้าด้วยกันจนทำให้ภาพชัดขึ้นนั่นเอง ซึ่งเราไม่ต้องทำอะไรเลย ตอนถ่ายปกติมันจะถ่ายภาพ 3 ภาพให้โดยอัตโนมัติแล้วจับมารวมกัน 

ส่งผลให้ภาพคมชัดขึ้นโดยอัตโนมัติ คุณภาพภาพจาก S8 จึงโหดมากโดยไม่ต้องพึ่งหลายเลนส์หลายกล้องเลย

นอกจากประโยชน์เรื่องความคมชัดแล้ว มันยังช่วยเรื่องการถ่ายภาพในที่แสงน้อยอีกด้วย ด้วยวิธีรวมภาพนิ่งสามภาพและนำรายละเอียดมาปรับความสว่างของภาพขึ้นมาได้ ทำให้กล้อง S8 จึงถ่ายภาพตอนกลางคืนได้ดีมากกกกกกกกกกกกกก (ไว้ดูตัวอย่างภาพด้านล่าง)

และสุดท้าย Multi-frame Processor ก็จะช่วยให้การซูมภาพทำได้ดีขึ้น โดยในโหมดซูม S8 จะถ่ายรูปไว้สูงสุด 5 รูปและนำมารวมกัน ทำให้ภาพที่ซูมเข้าไปคมชัดกว่ารุ่นก่อน ๆ มาก

และนี่คือตัวอย่างภาพในสภาวะต่าง ๆ ขอยกมาแบบพอเป็นพิธีนะ ไว้อีกบล็อกค่อยจัดเต็มกับการรีวิวกล้อง S8 อ่ะ ลุย !

สภาพกลางแจ้ง แสงดี

มานิวยอร์ค 5 วัน เจอวันแดดดี ๆ อยู่สองวัน ภาพออกมาประมาณเน้

โดยรวมแล้วถ้าแสงดีนี่ไม่ต้องพูดถึง รูปถ่ายออกมาโหดมาก

สภาพที่ร่ม

อันนี้เป็นตัวอย่างภาพถ่ายในที่ร่ม (Shade) ครับ

ในที่ร่มก็ไม่ใช่ปัญหาของ S8 เช่นกัน สามารถถ่ายออกมาได้แบบสวย ๆ เนียน ๆ เลย =)

สภาพแสงน้อย

อันนี้ถ่ายในที่มืดมาก ๆ พอมีแสงอยู่บ้างให้ตาคนมองเห็น ภาพออกมาเป็นแบบนี้

อันนี้ถือว่าอเมซซิ่งมาก เพราะที่บอกว่ามืดคือมืดจริง ๆ แต่กล้องกลับสามารถดึงความสว่างขึ้นมาได้ถึงขนาดนี้ S7 ว่าถ่ายที่มืดได้ดีมากแล้ว แต่ S8 นี่ดียิ่งกว่ามาก ๆ ถือเป็น Killer Feature ของ S8 เลยหละ

สภาพมืดสนิท ถ่ายด้วย Long Exposure

S8 สามารถถ่ายโหมดโปรได้โดยตั้ง ISO ได้ตั้งแต่ 50-800 และความเร็วชัตเตอร์ตั้งแต่ 1/24000 ถึง 10 วินาที

ภาพนี้เป็นภาพที่ถ่ายที่สะพานบรู๊คลินในสภาพมืดมาก มองผิวน้ำไม่เห็น มองรายละเอียดบนสะพานไม่เห็น โดยตั้งขาตั้งกล้อง ตั้งค่า ISO ไว้ที่ 50 และเปิดหน้ากล้องทิ้งไว้ 4 วินาทีจ้า

น่าพอใจมาก Noise น้อยอย่างน่าพอใจ คุณภาพคมชัดสวยงาม

และเพื่อเป็น Reference ... สภาพแสงจริง ณ ตอนนั้นจะประมาณนี้ครับ

โหดมะ =D

สภาพมืดสนิทแบบถ่ายทันที

ภาพนี้ถ่ายจากบนตึก Empire State ในสภาพมืดมากเช่นกัน แต่เนื่องจาก Empire State ไม่อนุญาตให้เอาขาตั้งกล้องขึ้นไป แถมข้างบนก็หนาวมาก ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ ตอนขึ้นไปก็ 3 องศาพร้อมลมพัดตลอดเวลา ก็เลยต้องใช้วิธีถ่ายแบบอัตโนมัติแทน ก็คือไม่เซตอะไรเลย หยิบมือถือมาถ่ายแช๊ะ จบ และนี่คือผลลัพธ์ครับ

จะบอกว่าเป็นช็อตที่ทำให้ประทับใจการถ่ายภาพในที่มืดของ S8 มากกกก คือไม่ต้องเซตอะไรเลยก็สวยและสว่างได้

ถึงแม้จะมี Noise แถมมาเพราะว่า Speed Shutter ต่ำก็ต้องทดด้วย ISO ที่สูงขึ้น แต่ถือว่า Noise ที่เกิดขึ้นนี่สมเหตุสมผลมาก แม้แต่ DSLR ก็คงให้ผลไม่ต่างกัน

โดยรวมแล้วการถ่ายในที่มืดของ S8 นี่กินขาดครับ ยอมรับเลย

หน้าชัดหลังเบลอ

S8 มีโหมดที่เรียกว่า Selective Focus เอาไว้ถ่ายหน้าชัดหลังเบลอได้แบบสวย ๆ

เชื่อว่าคงเป็นอีกโหมดที่คนคงชอบกัน ^__^

ถ่าย Slow Motion ได้ 240fps

เช่นเดียวกับ S7 เจ้า S8 สามารถถ่ายวีดีโอแบบ Slow Motion ได้ที่ 240fps จ้า อย่าไปเชื่อข่าวลือเรื่อง 1000fps อะไรโน่น อันนี้เป็นวีดีโอตัวอย่างก๊ะ ถ่ายและโปรเซสทุกอย่างบนมือถือเสร็จ

โดยความละเอียดที่ถ่ายได้จะอยู่ที่ 720p ครับผม =)

แต่งภาพหน้าคนแบบ Snapchat ได้ในตัว

การแต่งหน้าคนตอนถ่ายภาพสไตล์ Snapchat ก็ยังคงได้รับความนิยมต่อไป ล่าสุด S8 จับเอาฟีเจอร์นี้รวมเข้ามาในกล้องเป็นที่เรียบร้อยจ้า เห็นผลแบบ Real Time เลย

นี่คือรูปผลลัพธ์

แต่ข้อจำกัดคือการถ่ายแบบนี้จะจำกัดความละเอียดภาพไว้ที่ 1440x1080 พิกเซลเท่านั้น ไม่ได้ภาพเต็มนาจา

สำหรับกล้องคงขอพอแค่นี้ก่อน ไว้ไปต่ออีกบล็อกนะ ยาวปายยย

ความอึดของแบต

จากการทดสอบ แบตถือว่าค่อนข้างอึดมาก ใช้งานแบบเรื่อย ๆ ก็สามารถอยู่ได้ราว 10 ชั่วโมงเลยทีเดียว ถ้าใช้งานทั่วไปน่าจะอยู่ได้ทั้งวันโดยไม่ต้องพึ่ง Power Bank ครับ

มาพร้อม Fast Charging ชาร์จเร็ว

แน่นอนว่า S8 ก็มาพร้อม Fast Charging ด้วยเช่นกัน สำหรับรุ่น Qualcomm จะมาพร้อม Quick Charge 2.0 (ไม่ใช่ 3.0) ส่วนรุ่นที่เป็น Exynos จะเป็น Adaptive Fast Charging ของซัมซุงเอง ยังไม่มีข้อมูลว่าชาร์จได้เร็วแค่ไหน ทางนี้ก็มีเวลาไม่พอจะทดสอบด้วย อย่างไรก็ตามเท่าที่ลอง ชาร์จ S8+ ทิ้งไว้ประมาณ 1 ชั่วโมงตอนกลับมาดูก็ 100% ครับ คาดว่าน่าจะชาร์จเร็วพอ ๆ กับ S7 Edge นะ ประมาณ 1 ชั่วโมงกับอีก 10 นาทีครับ

ชาร์จไร้สายได้ในตัว

อันนี้ก็เหมือนกับ S7 คือสามารถชาร์จไร้สายได้เลย แต่ต้องซื้อแท่นชาร์จเพิ่มเอาเองนะ

แบตเสื่อมช้าลงอย่างมีนัยสำคัญ

ปัญหาอย่างนึงของมือถือที่ถอดแบตไม่ได้คือถ้าแบตเสื่อมมือถือจะดูง่อยลงไปในทันที จะหาซื้อเปลี่ยนเองก็ไม่ได้ ต้องเอาเข้าศูนย์อย่างเดียว

และนี่ก็เป็นอีกหนึ่งเรื่องที่น่าสนใจของแบตเตอรี่ S8 เพราะซัมซุงให้ข้อมูลว่า "แบต S8 เสื่อมช้าลงมาก" ให้เป็นตัวเลขคือในช่วงระยะการใช้งานเดียวกัน S7 แบตจะลดความจุลงเหลือเพียง 85% ในขณะที่ S8 จะยังคงความจุได้ถึง 95%

ถือเป็นอีกรายละเอียดเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่สำคัญอยู่

ทดสอบแบตเพิ่มความมั่นใจ ไฟไม่ไหม้แน่นอน

ก็อาจจะเป็นอีกหนึ่งเรื่องที่หลาย ๆ คนกังวลว่าจะซ้ำรอย Note 7 มั้ย ... ไม่ต้องห่วง ซัมซุงเพิ่มความเชื่อมั่นไว้ให้แล้วด้วยการทดสอบแบตเตอรี่แบบ 8 จุด เพื่อให้มั่นใจว่ามันจะไม่ Spark ขึ้นมา

งานนี้ไม่มีเหตุการณ์ไหม้เหมือน Note 7 แล้วแน่นอน หายห่วงได้ =)

กันน้ำ IP68

หนึ่งในฟีเจอร์พื้นฐานที่เราคิดว่ามือถือ Flagship ในปี 2017 ควรจะมีทุกเครื่องคือ "กันน้ำได้" ประมาณว่าถ้ากันน้ำไม่ได้อย่าเรียกตัวเองว่า Flagship อะไรงี้ ซึ่ง S8 ก็ไม่ทำให้ผิดหวัง มาพร้อมการกันน้ำมาตรฐาน IP68 เหมือนรุ่นพี่อย่าง S7 นั่นเอง

จะบอกว่าการกันน้ำได้นี่เปลี่ยน Mindset การใช้มือถือไปได้เยอะมาก ๆ แต่ก่อนต้องคอยหลบน้ำ กลัวโน่นกลัวนี่ แต่พอมือถือกันน้ำได้ก็เริ่มใช้แบบไม่ต้องกังวลอะไร เช่นในทริปนิวยอร์คนี้ฝนตกตลอดเวลาก็ไม่ใช่ปัญหาเลย ถ่ายกันกลางฝนนั่นแหละ สบายมาก

ใครยังไม่เคยใช้มือถือกันน้ำได้อยากให้ลองดูสักครั้ง ความคิดจะเปลี่ยนไปเยอะเลย

มาพร้อมหูฟัง Harman AKG มูลค่า $99

ความป๋าของซัมซุงงวดนี้คือทุกกล่องมีแถมหูฟัง Harman AKG มูลค่า $99 มาให้ด้วยจ้าาาาา หน้าตาตามภาพนี้เลย

ผลของการที่ซัมซุง Acquire กิจการ AKG ไปเมื่อปีที่แล้วด้วยราคา 8 พันล้านเหรียญสหรัฐ ... มันเกิดขึ้นเร็วมาก

เสกมือถือให้เป็นคอมพ์ด้วย Samsung DeX !

อีกหนึ่งความสุดยอดที่เรียกเสียงเกรียวกราวให้กับผู้คนใน Hall ตอนเปิดตัวได้ก็คือเจ้านี่นี่แหละ Samsung DeX !

โดย DeX คืออุปกรณ์เสริมที่ทำให้เราสามารถเสกคอมพิวเตอร์ขึ้นมาได้ด้วยการเอา S8 เสียบลงไป โชเด๊ะะะ แล้วภาพจะถูกส่งออกไปยังจอคอมพ์ผ่านทาง HDMI พร้อมใช้งานทันที ~~~

อันนี้เป็นหน้าตาของ DeX จะเห็นว่าเสียบพวก USB อะไรงี้ได้ด้วย

ระบบปฏิบัติการณ์บน DeX ก็คือแอนดรอยด์ตัวนึงนี่แหละ แต่จะอยู่ในโหมด Desktop และสามารถใช้งานแอป ฯ ที่สนับสนุน Multi-Window ของ Android N ได้ ซึ่งตอนนี้ก็มีอยู่หลายตัวที่พร้อมใช้งานแล้ว เช่น Office, YouTube, Adobe Acrobat, Lightroom ฯลฯ

ซึ่งถามว่ามันเป็นของใหม่หรอ ? ... ก็เปล่า ก่อนหน้านี้ Windows Phone ก็เคยทำมาก่อนแล้ว แต่ประสบความล้มเหลวค่อนข้างย่อยยับ เกมนี้เป็นเกมของ "ใครมีแอป ฯ ใช้งานเยอะคนนั้นชนะ" ซึ่ง Windows Phone นี่พังตั้งแต่แอป ฯ บนมือถือละ ไม่ต้องพูดถึงแอป ฯ Continuum แถมยัง Lag มาก ๆ

ในขณะที่ DeX ทาง Samsung เลือกใช้สิ่งมาตรฐานอย่างฟีเจอร์ Multi-Window ของ Android N มาใช้งาน ทำให้นักพัฒนาไม่ต้องใช้พลังอะไรมากในการทำให้แอป ฯ ตัวเองใช้งานบน DeX ได้ แก้แค่ไม่กี่บรรทัดก็ใช้ได้ละ ดังนั้นเชื่อเลยว่าอีกไม่นานจะมีแอป ฯ สนับสนุนเพียบ ! ส่วนประสิทธิภาพนี่ไม่ต้องพูดถึง ลองเล่นละ ลื่นไหลมากกกกกกกกกก น่าประทับใจ

ดังนั้นมันอาจจะไม่ใช่ครั้งแรกที่โลกใบนี้มีอะไรแบบนี้ แต่นี่อาจจะเป็นครั้งแรกที่ Concept นี้จะประสบความสำเร็จในวงกว้างครับ ต้องจับตาดูให้ดีเลยหละ

ปิดท้าย: โฆษณา S8 บน Billboard @ Times Square

ปิดท้ายบล็อกนี้ด้วยความเว่อวังอลังการของซัมซุงที่เหมาจอที่ Times Square ไปเป็นสิบจอเพื่อเลี้ยงปลาวาฬฬฬฬฬ สถานที่จริงนี่อลังมาพูดเลย เลยถ่ายมาให้ดู อยากเอามาแบ่ง มันเท่มวกกกกก จัดปายยย

สำหรับเรื่อง S8 นั้นยังไม่จบ ยังมีอะไรเขียนอีกเยอะเลย แต่เดี๋ยวขอแบ่งเป็นตอน ๆ นะ นี่กำลังไล่เก็บรูปเพื่อรีวิวกล้องแบบเต็มอยู่ รอดูกันได้จ้าาา

บล็อกนี้ยาวไปละ ไว้เจอกันบล็อกถัดปาย บะบายยยย แว้บ !

Update: บล็อกตัวอย่างภาพถ่ายจากกล้อง S8

บล็อกตัวอย่างภาพถ่ายมาแล้วน้า แวะไปดูได้ที่ ตัวอย่างภาพถ่ายแบบจัดเต็ม จากมือถือกล้องเทพ Samsung Galaxy S8 ชัดไม่ชัดดูด้วยตาตัวเองเลออ :D

บทความที่เกี่ยวข้อง

Nov 9, 2016, 15:50
33111 views
[Opinion] ความคิดเห็นส่วนตัวต่อ MacBook Pro ตัวใหม่ และอนาคตของ USB-C
Aug 13, 2016, 13:46
97457 views
ทำความเข้าใจเรื่องราวของปรากฎการณ์ระดับโลกที่มีชื่อว่า "Pokémon GO" ในบล็อกเดียว
0 Comment(s)
Loading