"มีเพื่อนดี คนเดียว ถึงจะน้อย ดีกว่าร้อย เพื่อนคิด ริษยา..."
AI กับการปฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งที่ 4 ที่กำลังจะส่งผลกระทบรุนแรงต่อสังคมมนุษย์
5 Jun 2023 16:56   [11712 views]

ตั้งแต่กระแสของ Smart Phone เริ่มซาลงไปโลกก็ตกอยู่ในห้วงเวลาที่น่าเบื่อไม่มีอะไรหวือหวาน่าสนใจมาหลายปี ช่วงนั้นผู้คนก็พยายามเฟ้นหาว่าอะไรจะเป็น The Next Big Thing กันนะ อะไรที่จะเปลี่ยนโลกได้อีกครั้ง มีคนพยายามทำโน่นนี่มามากมายหลายอย่างเช่น VR, AR, Metaverse, Cryptocurrency, web3, 5G ฯลฯ

แต่สุดท้ายทุกอย่างก็ไม่ได้เป็นสิ่งที่ใหญ่โตอะไร VR, AR, Metaverse ล้วนเป็นแค่ Fad (กระแสที่มาแล้วจบไป ไม่สามารถไปต่อในฐานะสิ่งที่ผู้คนใช้งานจริงกันได้) ทางด้าน Cryptocurrency และ web3 ก็ไม่ได้สร้าง Value ที่แท้จริงอะไร ยังคงต้องค้นหาประโยชน์ที่แท้จริงของมันกันต่อไป ส่วน 5G ที่ตอนแรกคนฮือฮากันว่าจะเปลี่ยนโลก แต่สุดท้ายก็เหมือน 4G ที่เร็วขึ้น ไม่ได้ทำให้โลกพลิกอะไรเลย

โลกก็น่าเบื่อมาเรื่อย ๆ จนกระทั่งทาง OpenAI เปิดตัวบริการสุดเทพอย่าง ChatGPT ที่ถือเป็นจุดตัดของโลกเทคโนโลยีที่ยิ่งใหญ่ระดับการเปิดตัวของ iPhone เมื่อสิบกว่าปีก่อนเลย

มาวันนี้ไม่ต้องค้นหาแล้วว่าอะไรจะเป็น The Next Big Thing เพราะมันมาถึงแล้ว และการเปลี่ยนครั้งนี้จะส่งผลกระทบรุนแรงกว่าตอนที่ Smart Phone ถูกเปิดตัวชนิดที่เทียบกันไม่ได้เลย

ยินดีต้อนรับสู่ยุคปฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งที่ 4 ที่มีจุดเปลี่ยนชื่อว่า AI ครับ

ความจริง AI เราเคยไปบรรยายมาหลายที่ตั้งแต่ 5 ปีที่แล้วเป็นการส่งท้ายก่อนจะย้ายไปอยู่เมกาในตอนนั้นว่าในอีก 5-10 ปีโลกจะถูกขับเคลื่อนด้วย AI และตามมาด้วยการเปลี่ยนแปลงในเชิงสังคมมากมายในระดับปฏิวัติอุตสาหกรรมเลย วันนี้เลยขอเขียนรีรันสิ่งที่เคยบรรยายไปพร้อมเพิ่มเติมสิ่งที่อยากจะเสริม โดยจุดประสงค์หลักอยากให้เห็นว่าโลกจะเปลี่ยนไปทางไหน อยากให้ลองคิดตาม มองภาพให้ออก เพราะต้องบอกเลยว่าการเปลี่ยนแปลงรอบนี้นั้นใหญ่โตมาก อาจจะส่งผลกระทบกับชีวิตคนค่อนโลกเลย แน่นอนว่าคนที่เข้ามาอ่านนี้ก็จะได้รับผลกระทบนี้ด้วย เลยอยากให้มองอนาคตให้ออกเพื่อจะได้รับมือเมื่อวันนั้นมาถึงได้อย่างมีประสิทธิภาพครับ

การปฏิวัติอุตสาหกรรมคืออะไร

การปฏิวัติอุตสาหกรรม (Industrial Revolution) คือการเปลี่ยนแปลงรูปแบบการทำงานหรือการผลิตให้เป็นรูปแบบใหม่ที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น ซึ่งโลกผ่านการปฏิวัติอุตสาหกรรมมาแล้ว 3 ครั้ง แต่ละครั้งก็ได้ทำลายอาชีพไปแบบมหาศาล แต่ก็สร้างอาชีพใหม่ด้วยเช่นกันเพื่อรองรับการผลิตในรูปแบบใหม่ ๆ นั่นเอง

เพื่อให้มองเห็นภาพเลยขอพาไปรู้จักการปฏิวัติอุตสาหกรรมทั้ง 3 ครั้งแบบคร่าว ๆ กันสักนิดนึง

การปฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งที่ 1

ในอดีตมนุษย์เราจะใช้แรงงานคนหรือแรงงานสัตว์ในการผลิตและทำสิ่งต่าง ๆ เป็นหลัก การปฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งที่ 1 เป็นครั้งแรกที่มนุษย์เริ่มเอา "เครื่องจักร" เข้ามาทำงานแทนคนในสิ่งที่ต้องทำซ้ำไปซ้ำมา โดยพระเอกหลักคือเครื่องจักรไอน้ำที่มาทำงานแทนคนได้ในหลาย ๆ ส่วน

อุตสาหกรรมที่ได้รับผลกระทบอย่างเป็นได้ชัดในการปฏิวัติครั้งนี้คืออุตสาหกรรมการทอผ้า โดยเครื่องทอผ้าถูกสร้างขึ้นเพื่อทำงานแทนคนที่ทอผ้าอย่างเชื่องช้า สุดท้ายผ้าจึงผลิตได้เร็วขึ้น ง่ายขึ้น ราคาถูกลงและเข้าถึงทุกคนได้มากขึ้น แต่แน่นอนว่าแรงงานทอผ้าก็โดนแย่งงานไปจนหายไปในที่สุด

การปฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งที่ 2

ราว ๆ 100 ปีให้หลัง การปฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งที่สองก็เกิดขึ้นโดยเป็นการเปลี่ยนแปลงจากใช้พลังงานถ่านหินมาใช้พลังงานไฟฟ้ารวมถึงก๊าซและน้ำมัน ส่งผลให้เกิดการพัฒนาเชิงโครงสร้างพื้นฐานในการใช้ชีวิต เครือข่ายโทรเลข โทรศัพท์ วิทยุ ไปจนถึงรถยนต์ รถไฟ เครื่องบิน ก็ล้วนเกิดจากการปฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งนี้ทั้งสิ้น

ซึ่งเมื่อพลังงานที่ใช้มีความหลากหลายและซับซ้อนขึ้น เครื่องจักรที่สร้างขึ้นก็จะซับซ้อนและเป็นระบบมากขึ้น ระบบการผลิตแบบสายพานก็ถูกสร้างขึ้นมาในช่วงนี้ทำให้เกิดการผลิตแบบ Mass Production ในโรงงานอุตสาหกรรมจนก่อเกิดเป็นโครงสร้างทางเศรษฐกิจแผ่ขยายไปทั่วโลก ผู้คนเริ่มได้ใช้สิ่งต่าง ๆ ที่สร้างความสะดวกสบาย แต่แน่นอนว่าระยะห่างของชนชั้นทางสังคมก็เริ่มกว้างขึ้นเรื่อย ๆ จากการเปลี่ยนแปลงตรงนี้นี่เอง เริ่มแบ่งกันชัดเจนว่าใครคือกลุ่มนายทุนใครคือแรงงาน ซึ่งก็ยังเห็นมาจนถึงทุกวันนี้

การปฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งที่ 3

เป็นการเปลี่ยนแปลงที่เพิ่งเกิดขึ้นได้ไม่ถึง 100 ปีที่ผ่านมา โดยพระเอกของการปฏิวัติครั้งนี้คือ "คอมพิวเตอร์" นั่นเอง โดยคอมพิวเตอร์เริ่มถูกนำมาใช้ในอุตสาหกรรมต่าง ๆ และก็ถูกใช้เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ตามระยะเวลาจนเป็นอย่างที่เห็นกันในทุกวันนี้นั่นเอง

การปฏิวัติอุตสาหกรรมจะต้องมีการเปลี่ยนแปลงรูปแบบการทำงานครั้งใหญ่

สังคมมีการเปลี่ยนแปลงและมีการพัฒนารูปแบบการทำงานให้ดีขึ้นเรื่อย ๆ แต่ไม่ใช่ทุกอย่างจะถือเป็นการปฏิวัติทางอุตสาหกรรม ถ้าจะถึงขั้นปฏิวัติได้มันต้องเปลี่ยนใหญ่มากชนิดส่งผลกระทบรุนแรง ไม่มีอะไรเหมือนเดิมอีกต่อไป

ในยุคถัดจากการปฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งที่ 3 เราเห็นการเปลี่ยนแปลงรูปแบบการทำงานหลายอย่าง เช่น คนย้ายไปทำงานบนมือถือมากขึ้น คนใช้ Social Network ในการโปรโมทผลงาน ฯลฯ แต่ทั้งหมดทั้งมวลมันไม่ได้สร้างความเปลี่ยนแปลงที่รุนแรงพอ รูปแบบการทำงานยังคงเหมือนเดิมแค่เปลี่ยนมีเดียไปบ้างเท่านั้นเอง

แต่เรากำลังจะก้าวเข้าสู่การเปลี่ยนแปลงครั้งที่ใหญ่พอจะเรียกว่าเป็นการปฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งที่ 4 ได้ และมันเกิดจากสิ่งที่เรียกว่า AI นี่เอง

AI & RPA กับการปฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งที่ 4

อาจจะยังไม่รู้ตัวกันแต่เรากำลังอาศัยอยู่ในช่วงของการปฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งที่ 4 แล้วเพราะ AI จะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่มาก ๆ

จะมีคนมหาศาลที่ตกงานและถูกแทนที่ด้วย AI และ Automation แบบต่าง ๆ

ซึ่งไม่ได้มีแค่ AI นะที่จะเป็นตัวขับเคลื่อน แต่จะมีสิ่งที่เรียกว่า RPA (Robotic Process Automation) ซึ่งจะเป็น AI หรือเป็นการเขียนโปรแกรมแบบดื้อ ๆ ก็ได้ ตัวอย่างของ RPA ก็เช่นระบบตอบกลับเมลอัตโนมัติที่เวลาเราส่งเมลไป ตัว RPA ก็จะตอบกลับอัตโนมัติแบบเนียน ๆ โดยที่เราไม่รู้เลยว่านั่นเป็นบอทที่ตอบกลับ หรือการโทรไปหา Call Center แล้วเรานึกว่าคุยกับคน แต่จริง ๆ แล้วเป็นบอทที่โทรคุยอยู่ เป็นต้น

โดยรวมแล้วตรงกับ Concept ของการปฏิวัติอุตสาหกรรมเลยคือมันต้องมีการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในรูปแบบของการผลิตและการทำงาน

แต่ความต่างจากการปฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งก่อน ๆ ที่น่ากังวลคือ ครั้งก่อน ๆ มีอาชีพเก่าถูกทำลายแต่สร้างอาชีพใหม่ด้วยเช่นกัน แต่ครั้งนี้อาชีพเก่าถูกทำลายแต่แทบไม่มีอาชีพใหม่ที่ก่อเกิดเลย

ในอีกสองปีนี้ ทั้ง AI และ RPA จะแทรกซึมเข้ามาในทุกอุตสาหกรรม ทุกบริษัท เพราะมันช่วยลดต้นทุนของบริษัทได้ลงอย่างมีนัยสำคัญ แต่แน่นอนว่ามนุษยชาติก็ต้องเตรียมได้รับผลกระทบครั้งใหญ่อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ด้วย

ผลกระทบครั้งใหญ่ต่อสังคมมนุษย์

ตลอดหลายร้อยปีที่ผ่านมาโลกมนุษย์ถูกขับเคลื่อนด้วยระบอบทุนนิยม ธุรกิจต่าง ๆ ผุดขึ้นเพื่อตอบสนองความต้องการต่าง ๆ ของผู้คน มนุษย์จึงมีงานทำเพื่อทำให้ธุรกิจขับเคลื่อนไปได้แล้วก็ได้เงินเป็นสิ่งตอบแทน ทุกสิ่งหมุนวนแบบนี้ไปมาหลายร้อยปีแล้ว

อย่างไรก็ตาม ในมุมของผู้ประกอบการ สิ่งที่เค้าต้องทำให้ได้มากที่สุดคือ "กำไร" ซึ่งก็คือ รายได้ลบด้วยต้นทุน มีอยู่สองวิธีที่จะทำให้กำไรเพิ่มขึ้น ถ้าไม่เพิ่มรายได้ก็ต้องลดต้นทุนลง

และระบบ Automation นี่แหละเป็นสิ่งที่ถูกพัฒนาขึ้นมาเพื่อลดต้นทุนลง มีหรือที่ผู้ประกอบการจะไม่สนใจ แน่นอนว่าสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้เลยคือการปลดคนออกจำนวนมหาศาลแล้วแทนที่ด้วยระบบ Automation ที่อาจจะลดต้นทุนลงได้เป็นสิบเท่าเลย

สังคมมนุษย์เคยชินกับสภาพชีวิตแบบนี้มานานและไม่ได้เตรียมใจไว้เลยว่าจะมีวันที่งานจำนวนมากถูกทดแทนด้วยระบบ Automation

สิ่งที่จะตามมาในเวลาอันใกล้นี้คือรูปแบบสังคมที่เปลี่ยนไปอย่างแบบไม่เคยเจอมาก่อน เพราะผู้คนจำนวนมากจะตกงาน และตกงานแบบไม่สามารถหางานใหม่ได้ด้วยเพราะตำแหน่งงานไม่ได้เพิ่มขึ้น แต่โดน Automation ทำงานแทนหมด

มันคือการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในระดับสังคมศาสตร์ ผลกระทบรุนแรงจะตามมาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้แน่นอน

โลกมนุษย์ในวันที่มนุษย์ส่วนใหญ่ไม่มีงานทำ

ถ้ามองแบบผิว ๆ เฮ้ย ก็ดีสิ คนก็จะได้มีเวลาไปทำสิ่งที่ชอบแล้วให้ Automation ทำงานแทน นี่มัน Utopia เลยนะ แต่เอาเข้าจริงมันไม่ใช่อย่างนั้นหนะสิ

เมื่อมนุษย์ไม่มีงานทำ แต่ก็ยังต้องใช้เงินซื้ออาหารอยู่ดี แล้วจะทำยังไงหละ ? ปัญหาสังคมอย่างแรก ๆ ที่ต้องเตรียมรับมือเลยคือ เมื่อคนตกงานจำนวนมาก อาชญากรรมจะเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ มันเป็นแบบนี้เสมอ

และนี่คือสิ่งที่ต้องได้รับการวางแผนอย่างดี เพราะมันส่งผลกระทบใหญ่มากกกกต่อภาพของสังคม และแต่ละประเทศจะมีความสามารถในการรับมือไม่เท่ากัน ประเทศไหนรับมือไม่ได้สังคมก็จะแทบล่มสลายได้เลยทีเดียว แต่ถ้าประเทศไหนรับมือได้ก็จะยังพอไปได้อยู่ แต่วิธียังคงต้องคุยกันอีกยาว

ความเหลื่อมล้ำของสังคมที่ถูกถ่างให้กว้างขึ้นอีก

ความเหลื่อมล้ำของชนชั้นทางสังคมระหว่างนายทุนและชนชั้นแรงงานก็จะถ่างออกไปอีก เพราะระบบ Automation จะทำให้นายทุนได้กำไรมากขึ้น ในขณะที่ชนชั้นแรงงานจะตกงาน ไม่มีงานทำ ไม่มีเงินใช้ และนั่นเป็นอีกสิ่งที่จำเป็นจะต้องรับมือในทางสังคมศาสตร์และเศรษฐศาสตร์ด้วย

AI Tax อีกหนึ่งกลไกที่คนกำลังยื่นเสนอ

หนึ่งในกลไกที่อยากให้รู้จักไว้เพราะคงจะได้ยินอีกเยอะหลังจากนี้คือ "AI Tax" โดยแนวคิดนี้ไม่ใช่แนวคิดใหม่ แต่ถูกยกมาหลายปีมาก ๆ แล้วเพราะเชื่อว่ายังไงวันนี้ก็มาถึง โดยผู้คนเสนอว่าในเมื่อผู้คนจำนวนมากต้องตกงานลงเพราะ AI หรือ Automation ดังนั้นรัฐบาลก็เรียกเก็บภาษีของ AI หรือ Automation เพิ่มซะสิ ซึ่งตรงนี้จะทำให้ต้นทุนการใช้ Automation เพิ่มขึ้น ส่งผลได้สองอย่างคือนายทุนจะปลดคนลงน้อยลง หรือถ้านายทุนปลดคนอยู่ กำไรจำนวนหนึ่งก็จะถูกเรียกเก็บเข้าสู่รัฐบาล

แล้วจะเก็บภาษีไปทำไม ? รัฐได้รายได้เพิ่มขึ้นแล้วยังไง ?

Universal Basic Income จะถูกนำกลับมาพูดถึงอีกครั้ง

แนวคิดของ Universal Basic Income (UBI) ก็เป็นอีกหนึ่งวิถีที่ถูกพูดถึงกันมานานและเอาจริง ๆ มีบางประเทศได้ทดลองแล้วด้วย ตอนนี้ก็เริ่มมีการทดลองเพิ่มในบางประเทศอีก (ณ เวลาที่เขียนบล็อกนี้ก็คือประเทศอังกฤษที่กำลังทดลอง)

Universal Basic Income คือการที่รัฐบาลให้รายได้ประชาชนทุกคนโดยที่ไม่ต้องทำงาน

ก็คือนอนเฉย ๆ อยู่บ้านก็มีเงินใช้ แต่ก็ไม่ได้มากอะไร แค่พอใช้ชีวิตได้

แล้วรัฐจะเอาเงินจากไหนมาจ่าย ? ก็เงินที่ได้มาจาก AI Tax นั่นแหละ รวมถึงการเพิ่มภาษีจากเหล่านายทุน (ถ้าประเทศนั้นจริงจังกับความเหลื่อมล้ำมากพอ)

อย่างไรก็ตาม UBI ยังคงผ่านการทดลองอีกเยอะเพราะที่ผ่านมาผลการทดลองไม่ได้ออกมาดีเท่าไหร่นัก ก็ต้องดูว่าในยุคที่ Automation เข้าครองโลก UBI จะเวอร์คขึ้นหรือไม่อย่างไร

เป็นอีกคำที่อยากให้ลองติดตามเอาไว้ เพราะมันน่าจะเป็นกลไกสำคัญในอีกไม่กี่ปีข้างหน้านี้

AI ยังแพงในการสร้างและใช้งาน

ถึงตอนนี้เราจะเข้าสู่ยุค AI Boom เป็นที่เรียบร้อยแล้ว แต่สิ่งที่ต้องเข้าใจในเชิง Financial นิดนึงคือ AI ยังคงแพงมาก ๆ อยู่ทั้งในแง่การสร้างและการใช้งานเพราะจำเป็นต้องใช้ GPU ที่แพงมากในการทำงาน อย่าง ChatGPT ก็คือขาดทุนทุกวัน ยิ่งคนใช้เยอะก็ยิ่งขาดทุนเยอะ แต่ก็เป็นวิถี Startup แหละที่สักวันคงจะพลิกเข้าสู่โซนกำไรได้ แต่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้

ทั้งนี้ก็เพราะบริการ AI ส่วนใหญ่ตอนนี้ทำงานอยู่บน Cloud นั่นเอง

อย่างไรก็ตาม หาก AI ยังคงดำเนินไปในวิถีนี้ ในแง่ของ Scalability (การขยายบริการออกไป) ก็จะถึงทางตันในไม่ช้าเพราะคอขวดจะเกิดอยู่บน Cloud นั่นแหละ และนี่คือสิ่งที่ต้องจับตาดูเพราะความเปลี่ยนแปลงบางอย่างจะเกิดขึ้นภายในสองปีจากนี้ในแง่ของการใช้งาน

โมเดล AI จะเล็กลงและถูกนำไปรันบนคอมพิวเตอร์ส่วนตัวและสมาร์ทโฟนในที่สุด

NVIDIA กลายเป็นธุรกิจที่ฮอตสุด ๆ เพราะความต้องการ GPU เอาไปเทรนและรัน AI นั้นสูงมากจนชิปขาดตลาด สาเหตุนึงก็เพราะ AI ยอดนิยมทุกวันนี้ล้วนทำงานบนคลาวด์ ไม่ว่าจะเป็น Midjourney เอยหรือ ChatGPT เอย ซึ่งก็ต้องเข้าใจว่าโมเดลยังใหญ่และหนักอยู่ แถมยังต้องใช้ GPU แรง ๆ ถึงจะทำงานได้ จะเอาโหลดโมเดลและเอาไปทำงานบนคอมพิวเตอร์ส่วนตัวนั้นแทบจะเป็นไปไม่ได้เลย

และนั่นคือความเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้นในอีกสองปีจากนี้

โมเดล AI จะเริ่มถูกทำให้เล็กลงและทำให้เอาไปใช้งานบนอุปกรณ์ของแต่ละคนเองในที่สุดไม่ว่าจะเป็นคอมพ์หรือมือถือ

และ Hardware ที่จะได้รับการพูดถึงและได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นจากนี้จะไม่ใช่ GPU อย่างเดียวแล้วแต่จะเป็น NPU (Neural Processing Unit) ที่ทำให้สามารถรัน AI บนอุปกรณ์พกพาได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงมาก เรียกว่าสูงกว่า GPU หลายเท่ามาก

NPU เริ่มมีการใช้งานบ้างแล้วในมือถือ Flagship หลาย ๆ รุ่นไม่ว่าจะเป็น Samsung หรือ Apple แต่สำหรับผู้ผลิตมือถือรายอื่นที่ไม่สามารถผลิตชิปเองได้ก็จะต้องพึ่งพาผู้ผลิตที่สามารถสร้าง NPU ได้ ส่วนใครจะเป็นผู้ผลิต NPU จนครองตลาดนี้ได้ก็ต้องติดตามต่อไป มันจะเป็นอีกหนึ่ง The Next Big Thing ของวงการฮาร์ดแวร์เลยหละ

AI ฆ่าคนจะเกิดขึ้น แต่โทษ AI ไม่ได้ แต่ต้องโทษ "คน" ที่สร้าง

เล่าให้ฟังแบบเบา ๆ แต่สำคัญนิดหน่อย

สุดท้ายหุ่นยนต์และ AI ที่ทำให้เกิดการฆ่าคนจะเกิดข้ึนจริง แต่ไม่ได้เป็นแบบที่เกิดในหนังหรอกที่ AI คิดเองว่ามนุษยชาติควรสูญสิ้นซะแล้วก็เกิดการต่อสู้ระหว่างมนุษย์กับหุ่นยนต์ แต่จะเป็นในรูปแบบที่ผู้สร้าง AI นั่นแหละที่โปรแกรมให้ระบบต่าง ๆ ทำร้ายผู้คนทั้งทางตรงและทางอ้อม

สิ่งที่อาจจะเจอแบบเบสิค ๆ เลยคือการเอา Deepfake มาสร้างวีดีโอที่ก่อความเกลียดชังจนพาลไปเป็นการก่อการร้ายในที่สุด หรือถ้าแบบยาก ๆ หน่อยก็สร้างโดรนที่ระบุเป้าหมายแล้วก็ฆ่าเป้าหมายทิ้ง (ซึ่งมีใช้จริงแล้ว)

นั่นแหละ สุดท้ายเราก็จะหลีกเลี่ยงไม่ได้อยู่ดีที่เหตุการณ์เหล่านี้จะเกิดขึ้น เพราะสิ่งที่น่ากลัวจริง ๆ ไม่ใช่ AI แต่เป็น "คน" ต่างหากหละ

สองปีจากนี้โลกจะไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป

ปีนี้เราอาจจะคุยกันว่าเราต้องอยู่ร่วมกับ AI ให้ได้ เราต้องใช้ AI เพื่อทำให้ยังมีงานทำ บลา ๆ ๆ ๆ แต่สุดท้ายแล้วโลกจะไม่สวยงามแบบนั้นเพราะผู้ประกอบการจะปลดคนแบบมหาศาลไปในที่สุด แม้แต่สายงาน AI เอง หลังจากที่เทรน AI เสร็จแล้วความต้องการงานสายนี้ก็จะลดลง หรือแม้แต่สาย Software Engineer ก็จะลดความต้องการลง เรียกว่าโดนไปเกือบทุกอุตสาหกรรม

และมันจะเกิดขึ้นเร็วมาก ไม่ต้องรอนานเพราะเราจะเห็นความเปลี่ยนแปลงภายในสองปีจากนี้เท่านั้นเอง

เตรียมตัวรับการกระแทกแล้วหรือยัง ?

อะไรจะรอด

โลกจะอยู่ในจุดงุนงงไปอีกสักพักว่าจะเอายังไงต่อดี แต่สุดท้ายอาชีพที่จะได้รับผลกระทบน้อยก็จะเป็นอะไรที่จำเป็นต่อชีวิตอยู่เช่น

- อาชีพเกี่ยวกับปัจจัยสี่: อาหาร ที่อยู่อาศัย เครื่องนุ่งห่ม และยารักษาโรค ยังเป็นสิ่งพื้นฐานต่อการดำรงชีวิต อะไรที่เกี่ยวกับปัจจัยสี่จะยังมีงานให้ทำอีกยาว ๆ ไม่ว่าจะเป็นพนักงานส่งอาหาร ร้านอาหาร อสังหา ฯลฯ

- อะไรที่ต้องการความเชื่อมั่นทางจิตใจ เช่น นักบิน แพทย์ (ลองให้โรบอทผ่าตัดให้โดยไม่มีแพทย์คุมสิ ยอมมั้ย)

- งานบันเทิง: เป็นความต้องการทางจิตใจที่ผู้คนยังคงต้องการ

- นักกีฬา: เป็นอาชีพที่ใช้ร่างกาย

- Artist บางกลุ่ม: ถึงงานภาพจะถูกสร้างด้วย AI ได้ แต่สุดท้ายคุณค่าจะไม่เท่ากับงานที่คนสร้างขึ้นมา ก็จะมี Artist ที่ไปรอดได้ แต่งานจะต้องมีความเป็นเอกลักษณ์ด้วยนะ

- งานช่าง: เราคงให้ AI ไปแก้ท่อตันไม่ได้

- พนักงานก่อสร้าง: สุดท้ายจะโดน Automation แย่งงานจำนวนนึงแต่ก็ยังมีความจำเป็นอยู่

- PR: งานด้านการสร้างความสัมพันธ์ระหว่างผู้คนยังจำเป็นจะต้องทำด้วยคนอยู่

- จิตแพทย์: ผู้ประสบปัญหาทางจิตเวชจะเพิ่มขึ้นและจะต้องการที่ระบาย การระบายกับหุ่นยนต์จะไม่ช่วยอะไร คนยังต้องการจิตแพทย์หรือนักจิตบำบัดที่เป็นคนจริง ๆ อยู่

จริง ๆ มีอีกหลายกลุ่มนะที่จะรอด แต่คนที่รอดทางอาชีพการงานก็จะได้รับผลกระทบจากสังคมที่เปลี่ยนไปอยู่ดี ยังมีอีกมากมายหลายหลากที่ต้องพูดคุยและมีความเปลี่ยนแปลงอีกมหาศาลที่รอเราอยู่

พยายามมองให้ออกว่าจะเกิดอะไรขึ้น เราจะได้รับมือได้อย่างทันท่วงทีครับ

จบตรงนี้ ใครมีความเห็นอะไรลองเม้นต์มาได้น้า =)

บทความที่เกี่ยวข้อง

Dec 11, 2021, 14:45
62888 views
ถอด Mathematic Model เบื้องหลังการแตกของ Cryptomines
Jan 1, 2019, 22:18
38222 views
สุดยอดเทคโนโลยีใหม่ไม่จำเป็นต้องเป็น The Next Big Thing เสมอไป ดูอย่างไรอะไรจะเกิดอะไรจะดับ ?
0 Comment(s)
Loading