"เวลามีค่ามากกว่าเงิน"
"เหตุผลที่คนจะซื้อ" แนวทางประเมินเหรียญ Cryptocurrency เพื่อพิจารณาว่าควรลงทุนหรือไม่
21 Apr 2018 15:28   [83040 views]

Cryptocurrency กลายเป็น Area ของการลงทุนที่หลาย ๆ คนวิ่งเข้าหาเป็นที่เรียบร้อยแล้วไม่ว่าจะเป็นหน้าเก่าหรือหน้าใหม่(เม่า)ในวงการนักลงทุนก็ตาม

ซึ่งความท้าทายอย่างนึงของตลาดนี้คือ ... เหรียญที่ทำมาเพื่อหลอกลวง (Scam) มีเยอะมาก หากรวมกับเหรียญที่ไม่มีคุณภาพ ก็คงประมาณได้ว่ามีอยู่กว่า 90% ของตลาด และถ้าพูดเป็นจำนวนก็ต้องบอกว่ามีอยู่หลายพันตัวเลย ซึ่งถ้าไปลงผิดตัวขึ้นมา เงินที่ลงไปทั้งหมดก็จะเหลือ 0 เลยทันที ไม่มีคำว่าปราณีในตลาดคริปโต

คำถามที่เกิดขึ้นคือ ...

แล้วเราจะประเมินได้อย่างไรว่าเราควรจะลงเงินกับตัวไหน และตัวไหนควรจะหลีกเลี่ยง ? จะได้ไม่เจ็บตัว

บล็อกนี้จะขอมาจดแนวคิดพื้นฐาน (Fundamental) จากประสบการณ์การเฝ้าดูตลาดที่ผ่านมาว่าเราจะประเมินได้อย่างไรว่าเหรียญไหนควรยุ่งและเหรียญไหนไม่ควรแตะครับ ซึ่งจะ Reflect ไปถึงผู้จะทำ ICO / ITO ด้วยว่าจะทำอย่างไรให้เหรียญมีมูลค่าและดึงดูดนักลงทุนได้(แบบไม่หลอกลวง)ครับ

ประเภทของการลงทุนในตลาด Cryptocurrency

ก่อนจะถึงจุดนั้น ต้องปูพื้นก่อนเล็กน้อยว่า ถ้าให้พูดถึงวิธีการลงทุนใน Cryptocurrency หลัก ๆ ก็จะมีอยู่สองวิธีด้วยกัน ได้แก่

1) การซื้อเหรียญจากเว็บแลกเปลี่ยน - อันนี้เราเรียกง่าย ๆ ว่าเป็น "เหรียญที่เข้าตลาดแล้ว" ซึ่งเหรียญเหล่านี้จะเปิดให้เทรดกันได้อย่างอิสระผ่านทางเว็บแลกเปลี่ยน (Exchange) ต่าง ๆ ที่มีอยู่ในโลก เช่น Bx, Binance, Kucoin ฯลฯ

2) การซื้อเหรียญในขั้นตอน ICO / ITO - ICO ย่อมาจาก Initial Coin Offering ส่วน ITO คือ Initial Token Offering คล้าย ๆ กัน ต่างกันแค่ว่าของที่ได้มาคืออะไร แต่เบื้องต้นมันคือ เหรียญที่เพิ่งถูกพิมพ์ออกจากโรงกษาปณ์หมาด ๆ และยังไม่ไหลเวียนอยู่ในตลาด ยังซื้อขายกันไม่ได้ เป็นการซื้อล่วงหน้าจะเพื่อเก็งกำไรเอาไว้ขายในภายหลัง หรือเพื่อเอาไปใช้งานในอนาคตก็ตามที

ถามว่าอะไรเสี่ยงกว่ากัน ? ถึงจะเสี่ยงทั้งคู่ แต่ก็คงบอกได้เลยว่า ICO / ITO นั้นเสี่ยงกว่าพอสมควร เนื่องจากหากเหรียญอยู่บน Exchange แล้ว เราจะรู้ว่ามีคนซื้อขายมากน้อยแค่ไหน รวมถึงมี Exchange เจ้าไหนบ้างที่ลิสต์เหรียญนั้น ๆ ทำให้เราประเมินได้ตั้งแต่แรกว่าความเสี่ยงมันมากน้อยเพียงใด ซื้อมาจะขายออกมั้ย ในขณะที่เหรียญที่ซื้อจาก ICO / ITO ก็ต้องลุ้นเองว่าจะมีกำลังซื้อมั้ย ทีมจะลิสต์ลง Exchange อะไรได้บ้าง จึงมีความเสี่ยงที่สูงกว่าพอสมควรครับ

ความจริงมันมี Derivative Trading ด้วย แต่ไม่ขอพูดถึงเรื่องนั้นละกันเพราะมันไม่ตรงกับหัวข้อเท่าไหร่

คราวนี้มาดูกันต่อว่า แล้วเหรียญที่ถือ ๆ กันเนี่ย ทำไมมันถึงราคาขึ้นได้ ? อะไรคือกลไกในการขับเคลื่อนในระดับ Fundamental ครับ

กลไกราคาขับเคลื่อนจาก "เหตุผลที่คนจะซื้อ"

มันเป็นเรื่องพื้นฐานของการเทรดของกันอยู่แล้วไม่ว่าจะตลาดไหน ทุกอย่างถูกขับเคลื่อนด้วย Demand และ Supply เป็นหลักครับ หากความต้องการของตลาดสูงกว่าสิ่งที่ตลาดมีให้ ราคาของนั้น ๆ ก็จะขึ้น แต่ถ้าของมีเกลื่อนกลาดแค่ความต้องการต่ำ ให้ฟรีคนก็ยังจะไม่เอาเลย ราคาก็จะร่วงลง

และสิ่งที่เป็นใจความหลักของตลาดซื้อขายทุกชนิดคือ

เหตุผลที่จะขายนั้นมีอยู่แล้ว แต่เหตุผลที่จะซื้อหละมีมั้ย ?

เหตุผลที่จะขายก็ไม่มีอะไร ก็จะเปลี่ยนสินค้าเป็นเงินเพื่อเอาไปใช้ไง จบแค่นั้นแหละ ใคร ๆ ก็ต้องการเงิน ดังนั้นในสถานการณ์ปกติ กำลังขายจะมีอยู่แล้ว และราคาจะเป็นอย่างไรก็ขึ้นอยู่กับเรื่องเดียวเป็นหลักเลยคือ "กำลังซื้อ" และกำลังซื้อจะมีหรือไม่ก็ขึ้นอยู่กับว่าจะมี

เหตุที่คนจะซื้อ

หรือไม่ครับ

หากมีเหตุผลนั้นอยู่ กำลังซื้อจะสูงขึ้น และหากกำลังซื้อสูงจนต่อกรกับความต้องการที่คนจะขายแล้วหละก็ จุดนั้นคือจุดที่ราคาของจะสูงขึ้นและกำไรจะเกิดครับ

เช่น หากมีทุเรียนอยู่ 2 ล้านลูกในตลาด เหตุผลที่คนจะซื้อคืออยากกินทุเรียน และหากคนอยากกินมีจำนวนเยอะพอ ราคาทุเรียนก็จะพุ่งครับเพราะหาซื้อไม่ได้นั่นเอง ในโลกคริปโตทุกอย่างก็เหมือนเดิม ต่างแค่เปลี่ยนจากทุเรียนที่มีเหตุผลที่คนจะซื้อว่า "อยากกิน" เป็นเหรียญที่กินไม่ได้ และเราต้องหาคำตอบให้ได้ว่าแล้วอะไรหละที่ทำให้คนอยากจะซื้อมาไว้ในอนาคต

และจากวันคืนที่ผ่านมา หากให้จิ้มว่าอะไรเป็นสิ่งสำคัญสุดในการดูว่าเหรียญไหนควรยุ่งหรือไม่ควรยุ่งก็คงต้องบอกว่า "เหตุผลที่คนจะซื้อ" นี่แหละครับ แต่ไม่ได้บอกว่าดูอย่างเดียวแล้วจบ ซื้อเลยนะ แค่จะบอกว่า

ถ้าหาเหตุผลที่คนจะซื้อไม่ได้ ให้ตัดเหรียญนั้นทิ้งไปก่อนเลยทันทีครับ

แต่ถ้ามี ก็จะไปดูข้ออื่น ๆ กันต่ออีกที (ซึ่งจะมีพูดในหัวข้อหลัง ๆ) แต่ก่อนจะไปถึงจุดนั้น เราขอยกตัวอย่างหน่อยละกันว่า เหตุผลที่คนจะซื้อ (การสร้าง Demand) นั้นมีอะไรบ้าง จัดไป

เหตุผลที่คนจะซื้อ Coin / Token นั้น ๆ มีอะไรบ้าง ?

เหตุผลที่คนจะซื้อในอนาคตก็มีได้อยู่หลายอย่าง อันนี้ยกมาให้เห็นภาพสัก 2-3 เหตุผลครับ

1) เชื่อว่าอนาคตมีการใช้งานจริงสูง

สมมติเรามองไว้ว่าอนาคตเนี่ย Bitcoin จะถูกใช้งานจริงแทนสกุลเงินครึ่งโลก ทุกคนจะต้องใช้ตั้งแต่แม่ค้าหมูปิ้งยันนักธุรกิจใหญ่ นั่นก็แปลว่าสุดท้ายทุกคนจะต้องแห่มาซื้อ Bitcoin กันเพื่อเอาไปใช้งาน ณ วันนั้นกำลังซื้อก็จะสูงขึ้นทันที และนั่นคือเหตุผลที่คนจะซื้อครับ เอาไปใช้งานจริงในชีวิตประจำวันนั่นเอง แต่ก็ต้อง Bet กันพอสมควร ถ้าไม่เป็นตามนั้นก็จบสิ้นได้เช่นกัน

2) ระบบบังคับให้ผู้ใช้ซื้อเหรียญเพื่อเอาใช้ในบริการ

ในบางบริการมีการบังคับให้คนต้องเปลี่ยนเงิน Fiat (คือเงินบาทหรือเงินดอลล่าร์) ให้เป็นเหรียญของระบบก่อนตามอัตราการแลกเปลี่ยนของตลาด ณ เวลานั้น ๆ เพื่อนำไปใช้บริการในระบบ

ยกตัวอย่างเช่น หากคุณจะซื้อทุเรียน คุณจะต้องแปลงเงินบาทเป็น Durian Token แล้วค่อยซื้อทุเรียนด้วยเหรียญที่ได้มา และนี่คือเหตุผลที่คนจะซื้อครับ หากมีคนซื้อทุเรียนเยอะ การขาย Durian Token ก็จะลื่นไหลไปได้ด้วยดี และหากเยอะพอราคา Token ก็จะขึ้นเพราะความต้องการมีสูง

3) เหรียญมีการเอาไปใช้ในการซื้อ ICO

ช่วงที่ผ่านมา ETH เป็นสกุลหลักที่ถูกนำไปใช้ในการ Raise ICO ที่มีเงินสะพัดมหาศาลในปีที่แล้ว ผลคือมีกำลังซื้อ ETH สูงขึ้นมากเพราะคนจะเอาไปลง ICO นั่นเอง เราใช้วิธีคิดเดียวกันนี้ไปกับ ICO Platform อื่น ๆ ได้เช่นกัน

4) ผู้ถือเหรียญจะได้รับปันผล

หลายเหรียญมีนโยบายให้ปันผลกับผู้ที่ถือเหรียญนั้น ๆ คือยิ่งถือนานก็ยิ่งได้ผลประโยชน์มากขึ้นเรื่อย ๆ ตามจำนวนเหรียญที่ถือนั่นเอง และนั่นเป็นเหตุผลที่คนจะซื้อสำหรับเหรียญกลุ่มนี้ครับ ซื้อไปถือไว้เฉย ๆ กินปันผล (คุ้มไม่คุ้มก็อีกเรื่องนะ)

5) Buy-Back Mechanism

ที่เขียนมาด้านบนทั้งหมดเป็นกำลังซื้อจากฝั่งผู้ใช้เองทั้งหมด ก็ต้องวัดกันไปว่าจะมีกำลังซื้อตามที่คิดไว้จริง ๆ มั้ย ควบคุมอะไรไม่ได้มาก แต่ก็มีหลาย ๆ เหรียญที่เจ้าของโปรเจคสร้างกำลังซื้อขึ้นมาเองจากการ "ขอซื้อเหรียญคืน (Buy-Back)" บางเจ้าก็เอาเงินที่เคย Raise ได้นั่นแหละมาขอซื้อคืน หรือบางเจ้าก็เอากำไรจากธุรกิจที่ทำมาซื้อเหรียญเพื่อสร้างกำลังซื้อให้กับผู้ถือเหรียญ ก็เป็นอีกวิธีที่สร้างกำลังซื้อได้อย่างต่อเนื่องให้กับเหรียญนั้น ๆ ครับ


ความจริงเหตุผลที่คนจะซื้อยังมีอยู่อีกหลายอย่าง คงยกมาได้ไม่หมด แต่ประเด็นคือ เวลาที่เราคิดจะซื้อเหรียญอะไรแล้ว ให้คิดถึงเรื่องนี้ด้วยว่า ทำไมคนถึงจะอยากซื้อเหรียญต่อจากเราในอนาคต หากหาไม่ได้ก็ให้หลีกเลี่ยงเหรียญนั้นเสียครับ

ประเมิน "ขนาดตลาด" เพราะกำลังซื้อต้องมีความต่อเนื่อง

เราเข้าใจเรื่อง "เหตุผลที่คนจะซื้อ" ไปแล้ว แต่นั่นก็ยังไม่พอ เพราะถึงมีเหตุผลนั้นอยู่ แต่ตลาดไม่ได้ใหญ่พอ ก็จะมีคนที่ต้องการซื้ออยู่แค่เพียงหยิบมือเท่านั้น ไม่สามารถสู้ปริมาณการขายได้หรอก

สิ่งที่ต้องคำนึงถึงอันดับถัดไปคือ "ขนาดตลาด" ครับ ก็คือมีคนที่มีเหตุผลจะซื้อเยอะแค่ไหน หากมีน้อยก็จะมีคนซื้อเพียงหยิบมืออยู่ดี จากนั้นเหรียญก็จะตายจากการขาดสภาพคล่อง

พวกเหรียญใหญ่ ๆ มักจะไม่มีปัญหา เช่น Bitcoin ขนาดตลาดมันใหญ่มาก คนซื้อคนขายกันตลอดเวลา แต่พอเป็นพวกเหรียญเล็ก ๆ ก็จะเริ่มลำบากละ สมมติว่าเป็นเหรียญที่เอาไว้ซื้อขาย 3D Model ในเว็บ แต่ปรากฎว่าเว็บนั้นมีคนซื้อขายแค่วันละ $100 เท่านั้น คราวนี้เหรียญก็จะไม่มีทางมีกำลังซื้อได้ครับเพราะขนาดตลาดมันเล็กมาก

ความจริงเมื่อสองอย่างนี้ (เหตุผลที่คนจะซื้อ x ขนาดตลาด) พอมารวมกันนี่แหละที่เราจะเรียกว่า "กำลังซื้อ" ครับ

ตอนนี้หลัก ๆ ถ้าเราจะซื้อเหรียญอะไรเราจะมองหากำลังซื้อในอนาคตก่อนเลย หากประเมินแล้วมันน้อย ก็จะไม่ยุ่งกับมันเลย

จำนวนคนและ Activity ใน Telegram บอกขนาดตลาดได้คร่าว ๆ

อันนี้เป็นหนึ่งในสิ่งที่ Monitor มาหลายเดือน พบว่า หาก Telegram คนเยอะและมีการพูดคุยกันตลอดเวลา จะบ่งบอกได้ถึงสภาพคล่องและขนาดตลาดของเหรียญนั้น ๆ ได้ดีระดับหนึ่งครับ

แต่ถ้ามีคนเยอะแต่ไม่คุยอะไรกันเลย อันนั้นไม่นับนะ เพราะมีหลายเจ้าที่ทำ Growth Hack หลอกล่อให้คนเข้ามา Join Telegram แต่พอไม่มี Engagement ก็ไม่ได้ส่งผลให้สร้างความสนใจและขยายขนาดตลาดได้ครับ

และถามว่าเท่าไหร่ถึงเรียกว่าเยอะ ? ... หากต้องการสภาพคล่องจากผู้ใช้ด้วยกันเอง คนต้องมีอย่างน้อย 2,000 คนครับ (อันนี้คร่าว ๆ นะ ยังมีปัจจัยอื่นให้พิจารณาอีก)

Exchange ก็สำคัญมาก

หากกำลังซื้อมีอยู่ แต่การซื้อขายทำยาก ก็จะเป็นการลดกำลังซื้อลงอย่างน่าเศร้า และช่วงที่กำลังซื้อจากคนหมู่มากไปไม่ถึง ราคาก็จะมีแต่ร่วงลง ๆ เพราะมีแต่คนเทขาย ไม่ส่งผลดีเท่าไหร่

ดังนั้นการที่เหรียญถูกลิสต์ลงบน Exchange ดี ๆ จึงมีผลมากต่อการขับเคลื่อนของราคา และนี่ก็เป็นเรื่องที่ท้าทายมากหากคุณลงเงินไปกับเหรียญจากขั้น ICO / ITO ครับ เพราะมีเหรียญอยู่ไม่กี่เจ้าเท่านั้นที่สามารถลิสต์ลง Exchange ดี ๆ ได้ ส่วนใหญ่จะโกหกหรือพูดเกินจริงไว้ก่อนเพื่อหลอกนักลงทุน พอถึงเวลาก็ไม่สามารถลิสต์ได้ อันนี้พูดได้เพราะไปสำรวจตลาดมาหลายเดือน มันเป็นแบบนั้นแล

ทีมสำคัญมาก ๆ

หลาย ๆ อย่างที่ยกขึ้นมาด้านบนนั้นถูกผูกกับสิ่งที่เรียกว่า "ทีม" เลยหละ

กำลังซื้อจะมากน้อย จะลิสต์บน Exchange ดี ๆ ได้หรือไม่ ขึ้นอยู่กับว่าทีมมีความสามารถเพียงใด สิ่งหนึ่งที่เรียนรู้จากตลาดนี้คือ หากทีมเป็นคนหน้าใหม่หมด โอกาสไปรอดมักจะต่ำ แต่ถ้าทีมมีความโด่งดัง มีคนรู้จัก สิ่งที่เหลือจะตามมาเอง

และทีมที่น่ากลัวที่สุดคือ ทีมที่ขายฝันเก่งในช่วง ICO แต่พอถึงขั้นตอนส่งโปรดักส์กลับทำจริงไม่ได้ ดังนั้นขอให้ศึกษาทีมให้ดีก่อนจะลงเงินกับเหรียญไหน ๆ ครับ ต่อให้เหตุผลที่คนจะซื้อมี แต่คิดว่าทีม Deliver ไม่ได้ ก็อย่าไปยุ่ง

อย่าลงตามคนอื่น

เหรียญที่คนพูดถึงกันเยอะ ๆ แต่พอพิจารณาดี ๆ แล้วกลับหามูลค่าของเหรียญไม่ได้และไม่สามารถหาเหตุผลว่าในอนาคตคนอื่นจะซื้อเหรียญพวกนี้ต่อไปทำไมได้ นั้นมีอยู่เยอะมาก แต่เหรียญพวกนี้คนก็เชียร์ให้ซื้อกันเยอะเลยนะ พอเข้าตลาดปุ๊บ เทขาย ขายไม่ออก เพราะไม่มีใครอยากซื้อ

ก็ถือเป็นคำเตือนเล็ก ๆ ว่า เวลาจะซื้ออะไรให้ดู Fundamental ของเหรียญนั้น ๆ (กำลังซื้อ + ทีม) หากขาดอะไรไปก็อย่าไปเสี่ยงครับ อย่าไปลงตามคนอื่น เจ็บตัวกันมาหลายกลุ่มแล้ว

ผู้เขียนเคยลงพลาดมั้ย

เคยสิ หลายตัวด้วย ประมาณครึ่งนึงของพอร์ตเลยหละ แต่นั่นก็ทำให้เกิดประสบการณ์ ยังไงก็ลองเจ็บดูก่อนได้ แต่อย่าเจ็บเยอะ ถ้าไม่แน่ใจให้ลงน้อย ๆ เพื่อซื้อความรู้ครับ เราว่ามันคุ้มนะ =)

บทความที่เกี่ยวข้อง

Apr 15, 2018, 19:36
91840 views
คำเตือน: "ห้าม" ถ่ายภาพ Seed ของ Cryptocurrency Wallet เก็บไว้ในมือถือ ไม่งั้นเงินอาจหายหมดได้
May 3, 2018, 21:39
84567 views
ทำความรู้จัก Smart Contract แบบเบื้องต้น "เพราะ Blockchain ไม่ได้มีแค่ Bitcoin"
0 Comment(s)
Loading