""โอกาส" ก็สำคัญพอกับ "อากาศ" นั่นแหละ"
พรีวิวมือถือกล้องเทพแล้วเทพอีก Samsung Galaxy S9 / S9+: "The Phone: Reimagined"
26 Feb 2018 13:11   [205193 views]

ไม่ค่อยได้พรีวิวหรือรีวิวมือถืออะไรสักเท่าไหร่เพราะชีวิตพักหลังหันเหไปทางอื่นแล้ว แต่ชีวิตจริงก็ใช้ Samsung Galaxy S8+ และ Samsung Galaxy Note 8 เป็นเครื่องหลักอยู่นะ ไม่ได้รีวิวอะไรจริงจัง แต่รูปที่ถ่าย ๆ ขึ้น Social ก็ใช้ Note 8 เป็นหลักแหละ ประทับใจกล้องมันมากมาย

มาวันนี้รุ่นใหม่ก็ออกมาอีกแล้วอย่าง Samsung Galaxy S9 และ S9+ ซึ่งเปิดตัวหวือหวาสมเป็นซัมซุงอีกเช่นเคย ถึงจะมีข้อมูลอะไรหลุดมาเยอะก่อนงานเปิดตัว แต่เอาเข้าจริงยังมีฟีเจอร์เด็ดที่ไม่ถูกพูดถึงอยู่เยอะมากกกกและเพิ่งมารู้กันตอนงานเปิดตัวนี่แล

ในบล็อกนี้เราจะพามาพรีวิวเจ้ามือถือสองรุ่นนี้กันตามสไตล์เนย ๆ อีกเช่นเคยยยย

อ่ะ จัดปายยยยย

มาพร้อมแนวคิด The Phone. Reimagined.

ก่อนจะไปลงดีเทลทีละส่วน ขอเริ่มต้นด้วยแนวคิดของมือถือรุ่นนี้ก่อน โดย S9 และ S9+ มาพร้อมคอนเซปต์ "The Phone. Reimagined" หรือการ "คิดใหม่ทำใหม่" นำเสนอการคิดแหวกออกจากไปรูปแบบเดิมที่เคยทำครับ

ส่วนตัวคิดว่าเป็นหนึ่งในความพยายามที่จะต่อกรณ์กับ iPhone X ที่นำเสนอแนวคิดคล้าย ๆ กันนั่นเอง

ก็มาดูกันว่าจะ Reimagined ยังไงบ้างครับ

สเปค

ขอเริ่มต้นจากเรื่องเบสิคภาพรวมอย่าง "สเปคเครื่อง" ก่อนจะเจาะลงไปทีละเรื่องนาก๊ะ โดย S9 กับ S9+ นั้นสเปคใกล้เคียงกัน แต่ก็มีอะไรที่แตกต่างกันอย่างแรงอยู่หลายเรื่องเหมือนกัน ตามนี้ !

Samsung Galaxy S9

- หน้าจอขนาด 5.8 นิ้ว ละเอียด QHD+ (2560x1440 พิกเซล)

- CPU Exynos 9810 64 บิต ใช้เทคโนโลยีการผลิตขนาด 10nm

- RAM 4GB

- แบตเตอรี่ 3,000 mAh

- กล้องหลัง 12MP Dual Aperture (F1.5/F2.4) มีตัวกล้องเดียว

- กล้องหน้า 8MP

- ถ่ายหน้าชัดหลังเบลอด้วย Selective Focus ได้ทั้งกล้องหน้าและกล้องหลัง

- Memory ภายใน 64GB

- ใส่ microSD Card เพิ่มขึ้นได้สูงสุดถึง 400GB

- ลำโพงคู่ (Stereo)

Samsung Galaxy S9+

- หน้าจอขนาด 6.2 นิ้ว ละเอียด QHD+ (2560x1440 พิกเซล)

- CPU Exynos 9810 64 บิต ใช้เทคโนโลยีการผลิตขนาด 10nm

- RAM 6GB

แบตเตอรี่ 3,500 mAh

- กล้องหลังคู่ ตัว Wide เป็น 12MP Dual Aperture (F1.5/F2.4) ตัว Tele เป็น 12MP F2.4

- กล้องหน้า 8MP

- กล้องหลังถ่ายหน้าชัดหลังเบลอด้วย Live Focus (กล้องคู่)

- กล้องหน้าถ่ายหน้าชัดหลังเบลอได้ด้วย Selective Focus

Memory ภายใน 64GB/128GB/256GB

- ใส่ microSD Card เพิ่มขึ้นได้สูงสุดถึง 400GB

- ลำโพงคู่ (Stereo)

ก็ประมาณนี้ครับ สิ่งที่ต่างกันไปคือส่วนที่ทำตัวหนาไว้ โดยรวมที่ต่างกันหนัก ๆ คงเป็นขนาดหน้าจอและกล้องแล

ดีไซน์ภายนอกคล้าย S8 / S8+ แต่จอดำสนิทขึ้น

จากคนที่ใช้ S8+ อยู่ทุกวัน ยอมรับว่าพอเห็น S9+ แล้วแยกไม่ออกว่ามันเป็นคนละรุ่นกับ S8+ นอกจากจะดูด้านหลังซึ่งมีอะไรเปลี่ยนไปค่อนข้างเยอะ แต่ที่เหลือนั้นดูเหมือนกันมาก อันนี้ลองเอามาเทียบให้ดูกันตรง ๆ

อย่างไรก็ตาม ถ้าพูดถึงหน้าจอด้านหน้า อันนี้ทางซัมซุงมีการเคลือบสารพิเศษเพิ่มขึ้นมาอีกชั้นที่ทำให้หน้าจอส่วนต่าง ๆ มีความ "ดำ" ขึ้น พวกช่องเซนเซอร์เอยอะไรเอยก็จะมองเห็นได้ยากขึ้น โดยรวมก็เลยทำให้ความเป็นจอนั้นดูสวยขึ้นไปอีกระดับหนึ่ง เรียบเนียนเหมือนแผ่นเดียวกัน

ก็อาจจะพอสังเกตได้หน่อยนึงจากรูปด้านบน ตามนั้นค้าบบบ

ย้ายเซนเซอร์สแกนลายนิ้วมือไปไว้ใต้กล้อง ใช้ง่ายขึ้นมาก

ปัญหานึงที่คนบ่นกันมากใน S8, S8+ และ Note 8 คือ เซนเซอร์สแกนลายนิ้วมือนิ้ววางอยู่ตำแหน่งที่ใช้งานยาก จนหลายคนยอมแพ้ไม่ใช้งานไปเลย งานนี้ S9 กับ S9+ ก็แก้ไขเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ด้วยการโยก Fingerprint Scanner ไปไว้ใต้กล้องแทน จากเดิมที่อยู่ข้างกล้อง

คราวนี้ก็เลยใช้งานง่ายขึ้นมาก ๆ ครับ ลองจิ้มดูละ รอบแรก ๆ อาจจะยังยากอยู่เพราะมันก็ยังมองไม่เห็นอยู่ดีอ่านะ (มันอยู่ด้านหลังหนิ) แต่พอปรับตัวได้แป๊บนึงก็ใช้ได้ยาว ๆ แล้วครับ

กล้องก็ "Reimagined" นะ

อันนี้ต้องเกริ่นไว้ก่อนว่า S9 และ S9+ เป็นรุ่นที่มีการถูกคิดใหม่ทำใหม่ในเรื่อง "กล้อง" อย่างเต็มที่ จริงจังจนจั่วไว้ในบัตรเชิญเลย คือเป็นการรื้อตั้งแต่ระบบด้านล่างยันด้านบน ก็เลยจะได้เห็นของเล่นใหม่ ๆ ออกมาเยอะทีเดียว เดี๋ยวจะพามาดูในบล็อกนี้นี่แหละ

S9 มีกล้องเดียว S9+ เป็นกล้องคู่

อย่างนึงที่ต้องเกริ่นไว้ก่อนจะไปต่อเพื่อให้เข้าใจถ้วนหน้ากันคือ S9 มีกล้องเดียว ส่วน S9+ เป็นกล้องคู่นาจา ก็คงเป็นหนึ่งในสิ่งที่เอาไว้พิจารณาเลยหละว่าจะซื้อรุ่นไหนดี ไม่ได้ต่างกันแค่แบตอะไรแบบนั้นแล้วนะ

และผลของการที่ S9 มีกล้องเดียว มันก็เลยไม่สามารถถ่าย Live Focus ได้ แต่จะใช้โหมด Selective Focus แทน ก็ทำหน้าชัดหลังเบลอได้แค่จะไม่เนียนเท่า Live Focus และปรับความเบลอภายหลังไม่ได้

ส่วน S9+ นั้นดึงฟีเจอร์กล้องคู่มาใช้อย่างครบถ้วน ไม่ว่าจะเป็น Live Focus (หน้าชัดหลังเบลอที่ปรับความเบลอภายหลังได้) หรือ Dual Capture (ถ่ายทีเดียวได้สองรูป) ก็ใช้ได้หมดครับ แถมยังพัฒนาขึ้นมาจาก Note 8 ด้วยนะ

กล้องปรับขนาดรูรับแสงได้ ! F1.5 และ F2.4

อาจจะสงสัยเรื่องกล้อง Dual Aperture ที่เขียนไว้ด้านบนว่ามันคืออะไร ทำไมถึงมี F สองค่า คำตอบไม่มีอะไรซับซ้อน ...

กล้อง Wide ของ S9 และ S9+ สามารถปรับขนาดรูรับแสง (Aperture) ได้ !

เป็นฟีเจอร์ที่ใฝ่ฝันมานานแล้วว่าถ้ามือถือปรับ F ได้เหมือนกล้องโปรนะ มันจะเยี่ยมมากกกก และ S9 ก็ทำได้แล้วจ้าาาาา มันปรับยังไงหนะหรอ ? นี่เลย ปรับกันตรง Hardware นี่แหละ !

โดยการใช้งานจริง ถ้าเป็นโหมดออโต้ มันจะปรับ F ให้อัตโนมัติตามสภาพแสง ถ้าแสงมืดก็จะใช้ F1.5 หรือถ้าเป็นที่สว่างก็จะใช้ F2.4 โดยอัตโนมัติ

หรือถ้าสายโปร ในโหมด Pro เราสามารถบังคับได้เลยว่าจะให้ใช้ F เท่าไหร่ เหมือนกล้องโปรขึ้นไปอีกสเต็ป !

อันนี้เป็นฟีเจอร์ที่ประทับใจมากจริง ๆ และผลของการที่ปรับ F ได้นี้ก็ทำให้เราถ่าย Long Exposure ได้สนุกขึ้นอีก =)

นี่ลองเอาตัวอย่างรูปที่ถ่ายด้วย F ต่างกันไปมาให้ดู


F1.5 (Shutter: 1/100s)


F2.4 (Shutter: 1/50s)

ก็จะเห็นว่า F1.5 ด้านหลังเบลอกว่า และด้วยความสว่างเท่ากัน F1.5 เปิดชัตเตอร์ด้วยเวลาสั้นกว่าเป็นเท่าตัวเลย

ส่วนนี่เมื่อ Fix Shutter Speed เท่ากัน


F1.5 (Shutter: 1/45s)


F2.4 (Shutter: 1/45s)

การถ่ายรูปก็จะสนุกขึ้นไปอีกระดับนึง นี่พูดเลยยยย ชอบมากกก อยากลองมาถ่าย Long Exposure เล่นสุด ๆ >0<

กล้อง F1.5 พร้อมด้วย Super Speed Dual Sensor ถ่ายในที่มืดดีขึ้นไปอีก

กล้องซัมซุงขึ้นชื่อเรื่องการถ่ายในที่มืดมาก ส่วนตัว S9 และ S9+ นั้นยังทำได้ดีขึ้นไปอีกด้วยรูรับแสงที่กว้างขึ้นเป็น F1.5 แถมทั้งสองรุ่นยังมาพร้อมเทคโนโลยีใหม่ชื่อ Super Speed Dual Sensor

โดย Super Speed Dual Sensor เป็นการถ่ายรูป 4 รูปรัว ๆ แล้วเอามารวมกันเป็นภาพเดียว ทำแบบนี้ทั้งหมด 3 ชุด แล้วเอาทั้ง 3 ภาพที่ได้มารวมกันอีกรอบ รวมแล้วเป็นการรวมทั้งหมด 12 รูปเป็นรูปเดียว ทำให้ภาพในที่มืดนั้นสว่างมากกกก แถม Live Focus ยังทำในที่มืดได้อีกด้วย

นี่เป็นตัวอย่างรูปถ่ายในที่มืดครับ

ซึ่งภาพด้านบนนั้นถ่ายในที่มืดประมาณนี้

ส่วน Live Focus ในที่มืดก็ถ่ายได้อย่างสวยงามครับ

อันนี้เป็นการพัฒนาขึ้นไปอีกขั้นนึงที่ทำให้กล้อง S9 และ S9+ เหนือกว่ารุ่นก่อนหน้าอย่างชัดเจนครับ

ถ่าย Live Focus ในที่มืดได้และทำโบเก้ได้

โบเก้เป็นฟีเจอร์ที่ผู้คนชอบกันมากเพราะมันทำให้ภาพที่ได้ดูมีสไตล์ขึ้นมามาก และข่าวดีคือ S9+ ทำโบเก้ได้แล้วน้าาา โดยถ่ายเป็น Live Focus นี่แหละ ถ้ามันตรวจหาไฟเจอที่พื้นหลัง เราก็จะสามารถปรับไฟเหล่านั้นให้เป็นโบเก้ได้ครับ

นี่เป็นตัวอย่างรูปที่ปรับโบเก้แล้วครับ

ก็จะเห็นว่ามันโบเก้เฉพาะส่วนพื้นหลังด้วย ทำได้เนียนสวยเลยแหละ อย่างไรก็ตาม ฟีเจอร์นี้ยังไม่ค่อยสมบูรณ์ ถ่ายได้โบเก้บ้างไม่ได้โบเก้บ้าง แต่อนาคตซอฟต์แวร์น่าจะปรับปรุงให้ดีขึ้นได้ครับ

หน้าชัดหลังเบลอของกล้องหน้าด้วย Selective Focus

ถึงกล้องหน้าจะเป็นกล่องเดี่ยว แต่ก็สามารถถ่ายหน้าชัดหลังเบลอได้เหมือนกันน้า โดยจะใช้ซอฟต์แวร์ทำด้วยโหมด Selective Focus นั่นเอง นี่เป็นตัวอย่างภาพครับ

สาว ๆ และชาวเซลฟี่คงชอบกัน แถมหน้านี่อย่างเนียน

กล้อง Slow Motion 960fps ทำสโลว์โมอัตโนมัติ

กล้องที่อยู่ใน S9 และ S9+ เป็นโมดูลแบบใหม่ที่มีประสิทธิภาพสูงขึ้น สามารถถ่ายวีดีโอได้ที่ความเร็วถึง 960fps ซึ่งน่าจะเป็นท็อปของมือถือแล้ว ทำให้มันสามารถถ่าย Slow Motion ได้สวยงามขึ้นอย่างเห็นได้ชัด นี่เป็นตัวอย่างวีดีโอที่ถ่าย Slow Motion ครับ

แต่เนื่องจากว่า Hardware เปลี่ยนไป มันก็เลยมาพร้อมข้อจำกัดในการถ่ายเล็กน้อยคือ เราจะไม่สามารถปรับช่วงเวลาที่เกิด Slow Motion ได้อย่างอิสระเหมือนรุ่นก่อนหน้า หากช่วงไหนไม่ได้เป็น Slow Motion ก็จะไม่สามารถปรับให้ช้าได้ แต่สำหรับช่วงที่เป็น Slow Motion อยู่ จะสามารถปิดให้เล่นแบบความเร็วปกติได้ครับ พอฟังก์ชันเปลี่ยนไป โหมดการถ่าย Slow Motion ของ S9 และ S9+ จึงเปลี่ยนไปด้วย โดยตอนนี้มันใช้ชื่อว่า Super Slow Motion แทน

ช่วงที่เกิด Slow Motion จะเป็นช่วงสั้น ๆ เพียง 0.2 วินาที ซึ่งจะถูกยืดออกเป็น 6.3 วินาที เริ่ม Slow จากตอนไหนก็จะช้าไปเป็นเวลาบวกไปอีก 0.2 วินาทีนั่นเอง

ดูผลลัพธ์จากวีดีโอด้านบนได้ครับ

และเพื่อให้ User Experience เหมาะสมกับฟังก์ชันของโมดูลกล้องใหม่นี้ ซอฟต์แวร์ก็เลยมีการปรับเปลี่ยนไปด้วย โดยเราสามารถถ่ายได้สองแบบได้แก่

แบบ Manual - กดเอาเลยว่าอยากจะให้เริ่ม Slow Motion ช่วงไหน และจะสโลว์โมไป 0.2 วินาทีก่อนจะกลับมาสปีดเท่าเดิม

แบบ Auto - เราสามารถกำหนดกรอบเพื่อให้มือถือมันตรวจจับการเคลื่อนไหวอัตโนมัติได้ว่า ถ้ามีอะไรก็ตามเคลื่อนไหวในกรอบนั้น ๆ ให้เริ่มถ่าย Slow Motion อัตโนมัติได้เลยนะ ! กรอบมีหน้าตาแบบนี้ครับ

โดยกรอบนี้สามารถเลื่อนไปมาหรือย่อขยายได้ตามใจชอบเพื่อกำหนดขอบเขตการตรวจจับอัตโนมัติได้อย่างอิสระครับ

ประโยชน์ของเจ้ากรอบนี้ก็คือสมมติเราจะถ่าย Slow Motion ของวัตถุที่ไม่มีทางกดได้ทัน เช่น มีจักรยานขับผ่าน กด Manual คงไม่ทันการณ์ งั้นกำหนดกรอบแล้วให้จักรยานขับผ่านแล้วทุกอย่างเป็นไปโดยอัตโนมัติเลย โหมดออโต้เกิดการเพื่อการณ์นี้ครับ

ก็ต้องยอมรับว่าการถ่าย Slow Motion นั้นทำค่อนข้างยาก แต่พอเริ่มชินก็ง่ายขึ้นและผลออกมาสวยงามดีครับ

กล้อง Detect ทุกสิ่งเร็วขึ้นมากอย่างมีนัยสำคัญ

หลังจากเล่นได้เพียงแป๊บนึง หนึ่งในความประทับใจระดับเฮ้ยยยย มันดีขึ้นขนาดนี้เลยหรอออออคือเรื่องของ "ความเร็วในการ Detect สิ่งต่าง ๆ ของกล้อง" ครับ

มันเร็วมากในระดับที่รุ่นเก่า ๆ เทียบไม่ได้เลย เอาที่เห็นภาพสุดคือเรื่องของ Palm Selfie หรือการแบมือเพื่อให้มือถือมันถ่ายรูปให้แทนการกดชัตเตอร์ รุ่นก่อน ๆ นี่แบกันไปสิ รอ 2-3 วิกว่ามันจะหามือเจอ ส่วนรุ่นนี้หรอ ... แค่โบกมือผ่านมันก็เจอแล้ว ! นี่คือตัวอย่าง

นี่ไม่ใช่จัดฉากด้วยนะ คือทำยังไงมันก็เร็ว ประทับใจ

ไม่ใช่แค่นั้น ความเร็วในการโฟกัสและการตรวจจับวัตถุเพื่อทำ Live Focus ก็เร็วแบบน่าตกใจมากกกก

อันนี้ต้องบอกว่าดีขึ้นกว่า Note 8 อย่างมหาศาลจนแทบเทียบกันไม่ได้เลย คาดว่าที่มันแม่นและเร็วขนาดนี้ได้ก็เพราะกล้องดีขึ้นด้วยและทำซอฟต์แวร์ดีขึ้นมาก ๆ ด้วยนั่นเอง

และความเร็วที่ว่านี้ยังมีอีกหลายอย่างที่เร็วขึ้นมหาศาล ซึ่งรวมถึงความเร็วในการตรวจจับใบหน้า (Face Detection) อีกด้วย โดยที่ทำได้นั้นไม่ใช่แค่การตรวจจับใบหน้าด้วยนะ แต่ยังสามารถบอกได้ด้วยว่าเรากำลังทำหน้าแบบไหนอยู่ ยิ้ม กระพริบตา ยักคิ้ว บลา ๆ ๆ ๆ ๆ

ด้วยเหตุนี้จึงเกิดเป็นฟีเจอร์ใหม่ที่เราชอบสุด ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ ขึ้นมา นั่นคือ ... !!!

AR Emoji

คงต้องยอมรับแบบแมน ๆ ว่ามันเป็นการลอกเอาฟีเจอร์ Animoji ของ iPhone X มานั่นแหละ คือการใช้หน้าเราในการสร้างวีดีโอหรือภาพเคลื่อนไหวของตัวการ์ตูนให้ตรงตามการเคลื่อนไหวของหน้าเรา

แต่ถึงผลลัพธ์จะดูคล้ายกัน แต่เทคโนโลยีด้านหลังนั้นคนละอย่างกันเลย iPhone X ต้องใช้ 3D Scanner แต่ของซัมซุงเป็นกล้องธรรมดานี่แหละ เพียงแต่มันตรวจจับทุกสิ่งเร็วมากและแม่นมากกกก นอกจากนั้นยังมีฟีเจอร์เด็ดเพิ่มเติมที่ใช้งานจริงได้อีก โดยหลัก ๆ จะใช้อยู่สองโหมดด้วยกัน ได้แก่

สร้างจากตัวการ์ตูนที่มีมาให้

ซอฟต์แวร์กล้องจะเตรียมตัวการ์ตูนมาให้จำนวนหนึ่ง เบื้องต้นสำหรับเครื่องทดสอบมีอยู่ 3 ตัว แต่ได้ยินว่าอนาคตจะมีมาเพิ่มอีก วิธีการใช้ก็ง่ายมาก เพียงสลับเข้าสู่โหมด AR Emoji แล้วก็เริ่มใช้งานได้เลย ! นี่เป็นตัวอย่างหน้าจริงกับผลลัพธ์ที่ได้

และนี่เป็นตัวอย่างการใช้งานจริงที่เป็นภาพเคลื่อนไหวครับ ลองกดดู ในคลิปคือถ่ายหน้าจอนะ แต่เราขยับหน้าอยู่ ตัวการ์ตูนก็ขยับตาม

ถ้าเกิดกด Record มันก็จะเซฟเป็นไฟล์ mp4 ให้พร้อมเอาไปใช้งานอื่นต่อได้เลย น่ารักมากกกก

ความเท่ยังไม่หมดแค่นั้น เพราะซัมซุงมีดีลกับดิสนีย์เพื่อนำ Character มาใช้เป็น AR Emoji ได้ด้วยยยยยย

เครื่องทดสอบยังไม่มีให้เล่น แต่เครื่องขายจริงคงมี รอเล่นเลยยย อยากเล่นมิกกี้เม้าส์ 5555

แต่เอาจริง ๆ นะ ถ้าจะให้เล่นตัวละครเดิม ๆ ซ้ำ ๆ มันก็คงจะน่าเบื่อ จึงเป็นที่มาของอีกโหมดนึง ... สร้างตัวละครเองเลยละกัน ! จึงเป็นที่มาของโหมดอีกโหมดนึงที่เราประทับใจมาก

สร้างตัวการ์ตูนจากหน้าคนจริง

โหมดนี้เป็นการสร้างตัวการ์ตูนขึ้นมาโดยจะสร้างจากหน้าคนจริง ๆ แค่เพียงถ่ายรูปเข้าไปและปรับโน่นนี่ก็จะได้เป็นตัวการ์ตูนของตัวเองขึ้นมา ! และสามารถเล่นกับมันได้เหมือนกับที่เล่นกับกระต่ายด้านบนเลย ขยับหน้าขยับตาได้ตามต้องการ

นอกจากนั้นตอนที่เราสร้าง Emoji ของตัวเองขึ้นมา มันยังแอบสร้างไฟล์ GIF จากหน้าเราให้ทั้งหมด 18 รูปเผื่อเราจะเอาไปใช้ทำสติกเกอร์ส่ง LINE ให้เพื่อนไรงี้อีกด้วย

นี่เป็นตัวอย่างของ GIF ที่สร้างขึ้นมาได้ครับ

เกลียด 555

ชอบฟีเจอร์นี้มาก ถ้าซื้อรุ่นนี้คงเอามาเล่นทุกวัน สนุกดี

ฟีเจอร์กล้องโปรยังคงครบถ้วน

ก็เอาข้อมูลสำหรับคนที่ชอบถ่ายโหมดโปรมาฝากกันครับ

สำหรับโหมดโปร สิ่งต่าง ๆ ยังใช้งานได้อย่างครบถ้วนเหมือนรุ่นก่อนหน้า แต่มีที่เพิ่มเติมมาคือปรับ F ได้ ตามนี้ !

- ISO 50-800

- Shutter Speed 1/24000s ถึง 10 วินาที, F เลือกได้สองค่า 1.5 กับ 2.4

- ปรับระยะโฟกัสเองได้

- ปรับ White Balance ได้

- ทดแสงได้ -2 ถึง 2

ก็ครบถ้วนครับ ไม่มีอะไรโดนตัดทิ้งไป มีแต่เพิ่มเข้ามา

Intelligent Scan ระบบยืนยันตัวตนที่รวมม่านตาและใบหน้าเข้าด้วยกันเพื่อเพิ่มความปลอดภัย

เป็นหนึ่งหมากในการตอบโต้ Face ID ของทางฟาก Apple ได้อย่างน่าสนใจ เพราะซัมซุงถึงจะไม่ได้ใส่อะไรใหม่เพิ่มเข้าในแง่ของ Hardware แต่ก็ทำระบบใหม่ขึ้นมาเพื่อเพิ่มความปลอดภัยในการยืนยันตัวตนอย่าง Intelligent Scan ซึ่งเป็นการทำงานร่วมกันระหว่าง Iris Scanner และ Face Recognition

โดยงานไหนที่ต้องยืนยันความปลอดภัยสูง ระบบจะเลือกใช้ Iris Scanner ร่วมกับการตรวจจับใบหน้าโดยอัตโนมัติ เรียกว่าแทบจะไม่มีโอกาสผิดพลาดเลยหละ

ส่วนอันไหนไม่ได้เน้นความปลอดภัยมากนัก เช่นการ Unlock หน้าจอ ระบบก็จะเลือกเองว่าจะใช้ Iris หรือใบหน้า อันไหนเร็วกว่าในสถานการณ์นั้น ๆ ก็จะใช้อันนั้น ซึ่งพอรวมกับความไวที่เพิ่มขึ้นหลายเท่าของการตรวจจับใบหน้าแล้ว ต้องบอกเลยว่า Intelligent Scan นั้นมีประสิทธิภาพมากทีเดียวครับ

เสียงดีและดังเฟร่อ ๆ ด้วย Dolby Atmos

อีกสิ่งหนึ่งที่ปรับปรุงแบบก้าวกระโดดคือเรื่องลำโพงและคุณภาพเสียง เพราะ S9 และ S9+ นั้นมาพร้อมลำโพงคู่ Stereo เป็นที่เรียบร้อย และเสียงดังก็ขึ้นมากกกก

ซึ่งลำโพงนี้ไม่ใช่แค่อยากจะคู่ก็มาเป็นคู่แล้วจบนะ แต่ลำโพงยังจูนมาเรียบร้อยโดย AKG ที่ซัมซุงซื้อไปเมื่อปีก่อนนั่นเองงง (ใช้งานคุ้มค่าตัวยัง)

นอกจากนั้นยังสามารถเปิดโหมด Dolby Atmos ซึ่งทำให้เสียงก้องกังวานได้อีกด้วย

Equalizer อะไรก็มีมาพร้อมเลยตามภาพด้านบน

ไม่รู้จะเอามาเดโมให้เห็นภาพ(เสียง)ยังไง แต่เราว่าเสียงมันดีมากอ่ะ ถ้ามีโอกาสลองไปกดลำโพงที่ร้าน Samsung Shop ดู เสียงดีจนไม่ต้องหาลำโพงมาใช้แล้วอ่ะ

Bixby อัปเกรดใหม่ เน้นใช้งานจริง

Bixby เป็นอีกหนึ่งความพยายามของซัมซุงในการเอาระบบ Assistant ของตัวเองมาให้ผู้คนใช้ในวงกว้าง ที่ผ่านมาอาจจะยังไม่ประสบความสำเร็จมากนักในแง่ของยอดผู้ใช้ แต่ซัมซุงก็ยังไม่ยอมแพ้ไม่ย่อท้อ พัฒนา Bixby ให้ดีขึ้นเรื่อย ๆ ตามเวลาจนกล้าพูดได้ว่าตอนนี้มันเจ๋งและใช้งานจริงได้แล้ว

สำหรับ Bixby บน S9 ก็จะฉลาดขึ้นอีก โดยตัว Live Translation หรือระบบแปลภาษาด้วยกล้อง (ถ่ายรูปหรือเอากล้องจ่อข้อความแล้วขึ้นคำแปลมาเลย) ตอนนี้ก็ทำได้เร็วขึ้นและสามารถตรวจจับได้ถึง 54 ภาษาและสามารถแปลเป็นภาษาได้ถึง 104 ภาษาด้วยกัน

รวมถึงฟีเจอร์เท่ ๆ อย่างการถ่ายรูปอาหารแล้วมือถือรู้ทันทีว่ามันคืออาหารชนิดไหน พร้อมนำไปบันทึกใส่รายการอาหารที่ทานในแต่ละวันเพื่อคำนวณตัวเลขแคลอรี่ ไขมัน บลา ๆ ๆ ๆ ให้เราดูแลรักษาสุขภาพได้ง่ายมาก ๆ ฟีเจอร์นี้เท่ฝุด ๆ

เท่มั้ยหละ ! อย่างไรก็ตาม Bixby ต้องรู้จักวัตถุนั้น ๆ ด้วยนะ ตอนแรกน่าจะยังมีไม่เยอะ แต่น่าจะเยอะขึ้นเรื่อย ๆ ตามเวลาครับ

นอกจากนั้นถ้าเปิด Bixby และเอามือถือเงยขึ้นฟ้า มันก็จะรายงานสภาพอากาศให้ทันที หรือถ้าเอามือถือก้มหัวลงพื้น Bixby ก็จะบอกรายละเอียดของพิกัดที่เรายืนอยู่ให้ เช่น ชื่ออาคาร ชื่อถนน ฯลฯ

ถึงจะไม่ได้หวือหวาอะไร แต่นั่นคือดีเพราะเค้าเน้นเรื่องการใช้งานจริงมากกว่า Gimmick ยังไงลองไปกดเล่นที่เครื่องจริงกันได้ครับ พอชินแล้วจะติด

มีสี่สี (เข้าไทย 3)

S9 และ S9+ มีอยู่ 4 สีด้วยกัน ตามนี้

แต่เข้าไทยทั้งหมดสามสี ได้แก่ Lilac Purple, Coral Blue และ Midnight Black คร้าบบบผม

ของภายในกล่อง

ใกล้จบแล้ว ๆ มาถึงเรื่องที่ผู้คนสงสัยว่าในกล่องที่ขายจริงจะให้อะไรมาบ้าง งั้นเรามาแกะกล่องให้ดูกันเลย !

ของในกล่องมีดังต่อไปเน้ ~~~~

ก็ได้แก่ ตัวเครื่อง, เคสใส (มีเคสมาให้เลย ดีจุง), ที่ชาร์จ, สาย USB-C, หูฟัง AKG, หัวแปลง microUSB เป็น USB-C, หัว Migrate ข้อมูลจาก iPhone มายัง S9, เข็มจิ้มซิมและคู่มือการใช้งานจ้าาา

ก็ครบหละ อย่างเดียวที่ต้องหาเพิ่มคือฟิล์มกันรอยหน้าจอแค่นั้นเอง

Samsung DeX Pad ตัวใหม่ ใช้หน้าจอ S9 เป็น TouchPad / Keyboard ได้ทันที

มาพูดถึงอุปกรณ์เสริมที่เป็นที่ฮือฮาเมื่อปีก่อนกันบ้างอย่าง Samsung DeX ที่เราสามารถเสียบมือถือแล้วต่อออกจอให้กลายเป็นคอมพิวเตอร์พกพาได้ทันที

ปีนี้มี DeX ตัวใหม่ออกมาแล้วนามว่า Samsung DeX Pad เพิ่มฟีเจอร์เจ๋ง ๆ ขึ้นมาอีกหนึ่งอย่างคือ เวลาเสียบมือถือลงแท่น แทนที่จะปล่อยไว้ให้มันวางไว้โดยเปล่าประโยชน์ เราก็สามารถใช้หน้าจอมันเป็น TouchPad ได้ทันที !

และแน่นอน จะเป็นคีย์บอร์ดก็ได้ด้ายยยย

เข้าใจคิด อันนี้ยังไม่ได้ลอง แต่แนวคิดดี ฮ่า ๆ

เริ่มเข้าสู่ Smart Thing เต็มตัว

ฟังจาก Keynote ก็เชื่อว่า S9 และ S9+ น่าจะเป็นจุดเริ่มต้นของการหันเหไปสู่ตลาดเพิ่มเติมอย่างเต็มตัว ตลาดที่ว่านั้นคือตลาด Smart Thing หรือความสามารถในการเชื่อมต่อกับอุปกรณ์ต่าง ๆ อย่างง่ายดาย

จริง ๆ ไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่ที่ผ่าน ๆ มามันยังดันไม่ขึ้นเท่าไหร่ แต่ปีนี้ค่ายต่าง ๆ เริ่มดันออกมาอย่างเต็มที่แล้ว ไม่ว่าจะเป็น Google เอย Apple เอย ทางผู้ผลิตเครื่องใช้ไฟฟ้ารายใหญ่อย่างซัมซุงก็คงไม่พลาด อุปกรณ์ต่าง ๆ อ่ะมีอยู่แล้ว ที่เหลือคือจะทำยังไงให้คนเอาไปใช้จริงให้ได้

รอดูกันปีนี้ครับว่าจะมีอะไรต่อยอดจาก S9 และ S9+ นี้กันบ้าง =)

ราคาเปิดตัวในไทย

ราคาในไทยออกแล้ว ตามนี้ครับ

- S9 64GB ราคา 27,900 บาท

- S9+ 64GB ราคา 31,900 บาท

- S9+ 128GB ราคา 33,900 บาท

รับประกันจอแตกนาน 1 ปี รับฟรี Wireless Charger Convertible มูลค่า 2,090 บาท ถ้านำเครื่องเก่ามานำเป็นส่วนลดได้ด้วยจ้าาา

จอง 27 ก.พ. รับเครื่องมีนาคม

และนี่เป็นครั้งแรกที่ประเทศไทยอยู่ใน First Tier เปิดตัวปุ๊บเปิดจองปั๊บ จองได้ตั้งแต่ 27 ก.พ. ถึง 5 มี.ค. นี้ครับ

ส่วนการรับเครื่อง รับได้ตอน 9-11 มี.ค. สำหรับรุ่น 64GB และ 128GB ส่วนรุ่น 256GB รับเครื่อง 29-31 มี.ค. ครับ

ช่องทางจัดจำหน่ายได้แห่ Samsung Shop, S-eStore, Lazada และ Operators ทั้งสามเจ้าเช่นเคยจ้าาา

สรุป

ดูภายนอกอาจจะเหมือนไม่ต่างจาก S8 และ S8+ มาก แต่ลองเล่นจริงแล้วต้องยอมรับว่ามีการพัฒนาขึ้นแบบก้าวกระโดดอยู่หลายจุดมาก ๆ ยิ่งถ้าคนชอบถ่ายรูปนะ คุณต้องรัก S9 และ S9+ เลยหละ (โดยเฉพาะ S9+) นี่ถ่ายรูปเพลินมากจริง ๆ ปกติใช้ Note 8 ถ่ายก็ว่าดีอยู่แล้วนะ เจอ S9 กับ S9+ เข้าไป Note 8 ต้องยอมสิโรราบแต่โดยดีเลย

เปิดจอง 27 กุมภาพันธ์นี้ รับเครื่องมีนา ใครสนใจก็ลองไปเล่นเครื่องจริงกันก่อนได้ก่อนตัดสินใจซื้อ แต่ส่วนตัวเราประทับใจ

บทความที่เกี่ยวข้อง

Jul 30, 2017, 06:28
200947 views
ติดตั้งอารยธรรมให้โถส้วม ที่ฉีดชำระแบบไม่ใช้ไฟฟ้า ติดตั้งง่ายใช้ดีในราคาพันบาท
Sep 1, 2017, 12:07
235563 views
"Note 8 Sketchbook" โปรเจคสนุก ๆ ควง Galaxy Note 8 ตระเวนสเก็ตช์ภาพทั่วนิวยอร์ค
0 Comment(s)
Loading