"ไม่ต้องมีเวทมนตร์ ไม่ต้องไปหาแม่มด แค่คุณทำสิ่งที่โลกระลึกถึงตลอดกาล แค่นั้นคุณก็เป็นอมตะแล้ว"
[Day 1-2] สู่อ้อมอกกบหรรษา JFDI
31 Aug 2013 02:47   [15094 views]

อย่างที่บอกว่าตั้งแต่เดือนนี้(กันยายน) จนถึงสิ้นปี เราจะจรลีมาอยู่ที่แดนสิงโตพ่นน้ำ ... เกาหลี ... ผิด! สิงคโปร์หนะ เพื่อมาเข้าร่วมโครงการ JFDI (Joyful Frog Digital Incubator) ในนามของผู้ที่ร่วมหัวจมท้ายทำ MOLOME ด้วยกันมาอย่างยากลำบากตลอดสองปีทั้งหมด ก็ขอขอบคุณทาง Thumbsup มา ณ ที่นี้ด้วยครับที่เขียนข่าวของทีม MOLOME ที่มาเข้าแคมป์ของ JFDI ในครั้งนี้ หลายคนร่วมแสดงความยินดีด้วย แต่ก็ต้องขอออกตัวก่อนว่านี่เป็นแค่อีกจุดเริ่มต้นของการเดินทางครับ หากยัง Monetize ไม่ได้ มันก็ยังไม่ใช่ความสำเร็จอยู่ดี โดยส่วนตัวแล้ว รู้สึกยินดีกับการได้รับการยอมรับ แต่เรื่องความสำเร็จ ... ยังครับ แหะๆ (ยังอีกห่างไกล ^^")

MOLOME มีการเดินทางมาค่อนข้างยาวนาน แต่ก็ยังหาตัวเองไม่ค่อยเจอ ถึงจะมี User เยอะ แต่ก็ต้องหาทางที่มันแข็งแกร่ง หาทางที่มันจะโตอย่างมีพลัง แต่ตลอดเวลาที่ผ่านมา นกฮูกตัวนี้เผชิญการ Distract มาโดยตลอด สรุปแล้วใช้เวลาน้อยมากในการสร้าง Platform ตัวนี้ขึ้นมา ถึงจะรันมา 2 ปี ก็น่าจะใช้เวลาแค่หลักเดือนเท่านั้นในการทำทั้งหมดขึ้นมา มาย้อนดูก็รู้สึกว่าทีมเราพลังเยอะกันจังแฮะ ทำขึ้นมาได้ยังไง ใช้เวลาแค่นี้ แต่ก็มองกลับอีกด้าน ถ้าใช้เวลาเต็มที่ เราจะไปถึงไหนแล้วเนี่ย ... (เศร้า น้ำตาไหล คำว่า Funding สำคัญไฉนเข้ามาในหัว)


จนกระทั่งเมื่อสักครึ่งปีที่แล้ว เราเริ่มหาตัวเองเจอ จึง Pivot ครั้งใหญ่และซุ่มทำตามแนวทางใหม่ที่กำหนดขึ้นมา แต่ก็ไม่วายโดน Distract อีกจนได้ เลยยังไม่ว่างทำและปล่อยยาวมาจนถึงตอนนี้ แต่ทุกอย่างยังคง Concept ที่เราวางไว้ ค่อนข้างมั่นใจว่ามันไปได้ด้วย Concept ใหม่นี้ ไปคุยกับลูกค้ามาเป็น 10 เจ้า ทุกเจ้าบอกว่า "เอา" หมด


ในช่วงเดือนที่แล้ว รู้สึกว่าอยากออกโลกกว้าง อยากเข้าใจว่าโลกต้องการอะไร อยากเข้าใจว่า Startup คนอื่นเค้าคิดกันยังไง จึงสมัครเข้าร่วม JFDI ด้วย Concept ใหม่ของแอพฯ และด้วยการ Refer จากทีมศิษย์เก่าอย่าง ShopSpot และการสัมภาษณ์อันหนักหน่วง สุดท้ายก็เลยได้เข้าเป็น 10 ทีมสุดท้ายจาก 321 ทีมที่ส่งมาจากทั่วโลก ... ดีใจครับ


นี่ถือเป็นครั้งแรกที่คนในทีมพาโปรเจค MOLO ออกนอกประเทศ (หมายถึงในแง่ของการทำ Startup) และก็ไม่ผิดหวังเลยเพราะแค่สองวันแรกที่เราเข้าร่วมโครงการ ก็เรียกว่าเจอ Culture Shock จากทั้งทีม JFDI และทั้งทีมที่เข้าร่วมโครงการทั้งหมด ทุกสิ่งทุกอย่างมัน "ต่าง" จากที่เคยพบเคยเห็นที่เมืองไทย คนเหล่านี้เป็นใครกัน ทำไมทุกคนมีพลังอันแรงกล้าขนาดนี้ ทำไมทุกคนมีพลัง ทำไมตอนพูดถึงโปรเจคของตัวเองถึงมีรอยยิ้มได้ขนาดนี้ ทำไมกัน

วันแรกทาง JFDI ให้ Pitch ปากเปล่าว่าโปรเจคเราทำอะไร เพื่อเตรียมสู่การ Pitch ครั้งใหญ่ในวันที่สอง (จะรีบไปไหน) ซึ่งวันแรกก็ต้องยอมรับว่ายังไม่พร้อมเลย Pitch ออกมาได้ไม่ดีนัก แต่การ Pitch สั้นๆในช่วงเวลาแค่ชั่วโมงนิดๆนั้น ทำให้เราที่นั่งฟังอย่างเดียว รู้สึกขนลุกมาก ... ทั้ง 9 ทีมที่อยู่ร่วมชั้นกันนั้น ทุกคนออกมาพูดด้วยตาอันเป็นประกาย รับรู้ได้ถึง Passion อันแรงกล้า ทุกคนทำสิ่งที่ตัวเอง Expertise จริงๆ เจอปัญหากับตัวเองจริงๆ และอยากจะแก้ปัญหาเหล่านั้นด้วยมือตัวเองจากใจจริง มีความสุขอย่างยิ่งที่ได้ทำเพื่อแก้ปัญหา ไม่ว่าจะเล็กหรือจะใหญ่ก็ตาม พวกเขาไม่ได้มองแค่ Demand ของตลาด แต่เขาอยากทำมันขึ้นมาจริงๆด้วย เขารักมัน

Startup จากสิงคโปร์ทีมหนึ่ง ออกมาพูดว่า "บ้านผมเล็ก แต่มีของเยอะ มีของจำนวนหนึ่งที่ผมนานๆจะเปิดออกมาดูที จะทิ้งก็เสียดาย ผมเลยคิดว่าคงจะดีหากมีบริการที่รับฝากของเหล่านี้แบบจ่ายตามขนาดจริง ผมเลยทำ DropBox ขึ้นมา ... แต่เป็น DropBox สำหรับของที่จับต้องได้จริงๆ แค่จิ้มแอพฯบนมือถือเราก็จะไปเอาของคุณไปเก็บให้ และถ้าอยากให้มาส่งคืนก็ใช้วิธีเดียวกัน หมดแล้วปัญหาที่คุณต้องทิ้งของไป หมดแล้วปัญหาที่บ้านคุณไม่มีที่เก็บของ"


ตาอันเป็นประกายถูกเปล่งออกมาจากกรอบหน้าของชายผู้นั้น ส่งให้ผู้ฟังรู้สึกเข้าถึงและรับรู้ปัญหาไปด้วย เจ็บไปด้วย และแทบจะลุกขึ้นปรบมือให้เมื่อเค้าคิดวิธีแก้ปัญหาได้


Startup จากแคนาดาทีมหนึ่งออกมาพูดว่า "ดิฉันทำงานด้านยามานานมาก เคยไปทำที่อินโดนีเซีย ที่นั่นมีโรคมาลาเรียระบาด ทั้งๆที่มียาเพื่อรักษา แต่คนก็ตายไปเยอะมาก สาเหตุเพราะมียาปลอมปนอยู่ในนั้นเป็นจำนวนมาก เรารู้สึกเสียใจมาก มันไม่ควรเกิดขึ้นเลย เราจึงพัฒนาระบบเพื่อตรวจสอบยาในระบบว่าเป็นของจริงหรือเปล่า เพื่อที่คนจะได้ไม่ต้องตายอีก"


ผมเห็นความสุข ผมเห็น Passion อันแรงกล้ามากของเธอ ผมเห็นความสุขของเธอตอนพูดออกมาว่าระบบนี้ช่วยรักษาชีวิตคนได้ ไม่ต้องแปลกใจที่เธอเป็นทีมที่ได้รับการปรบมือเกรียวที่สุดทีมหนึ่ง


ด้วย Environment ทั้งหมดที่เกิดขึ้นในวันแรก ภาพในหัวทั้งหมดย้อนกลับไปวันที่เริ่มทำ MOLOME เราทำขึ้นมาเพราะอะไรกันนะ ... Passion ถูกเติมเข้าในหัว ความสุขที่เราลืมไปนานแล้วกลับมา เราเพิ่งนึกออกว่าเราทำแล้วมีความสุขแค่ไหน ตลอดทางที่ผ่านมาถึงจะเหนือถึงจะยาก แต่มันช่างมีความสุข อ่า ... ความสุขที่ได้ทำ ความสุขที่ได้ช่วยคนที่อยากแชร์รูป ความสุขที่ได้เห็นพวกเขาใช้งานกัน


... Passion แม่งโคตรสำคัญ ...


ด้วยการที่วันแรก Pitch ไม่ค่อยดีนัก และได้เห็นตัวอย่างที่ดีจากเพื่อนๆอีก 9 ทีม วันที่สองพี่อาร์ท (Partner ผู้ก่อตั้งหัวลำโพงและ MOLOME มาด้วยกัน ผู้ที่เรากราบไหว้ให้ Pitch ให้ด้วยความเทพของฮี) ก็เลยซ้อมอย่างหนักมากกกกก โดยวันที่สองนี้จะมี Mentors กว่า 20 คนมารวมตัวกันเพื่อฟังพวกเรา Pitch และคอมเม้นท์ให้ และผลที่ได้กลับมาก็เยี่ยมมาก !! (ชาบูพี่อาร์ท) ได้ Feedback กลับมาในแง่บวกจำนวนหนึ่งและแง่ลบจำนวนหนึ่ง ... แล้วมันดียังไง? มันคือหินลับมีดครับ


ความตั้งใจที่มา JFDI ไม่ใช่จะมาหา Funding อย่างเดียว แต่เราต้องการ Sharpen หนทางของ MOLOME ด้วย ว่าตลาดสิงคโปร์ ตลาดอื่นๆในเอเซียมองยังไง ปรากฎว่าเค้ามองไม่ออกว่า MOLOME ตอบโจทย์อย่างไร (จากการ Pitch) อย่างไรก็ตาม บางคนก็มองออก หลังจาก Pitch จบก็มี Media/Agency เดินมาให้นามบัตรและบอกว่า "สนใจมาก ไว้เดี๋ยวคุยกัน" ก่อนจะเดินออกจากไปสถานที่ด้วยความรีบร้อน ทิ้งให้เราดีใจแบบงงๆ


หลังจากได้รับ Feedback จากทีม Mentor ก็เลยเอาไอเดียมาปรับปรุงแบบเร่งด่วน ท้ายงานที่มี Networking เราเลยลองเปลี่ยนวิธีการพูดว่า MOLOME เป็นอย่างอื่นดู (แต่อิงจาก Concept เดียวกัน ไม่ใช่ Pivot เป็นการปรับมุมมองให้กว้างขึ้นและเข้าใจง่ายขึ้น และที่สำคัญ ไม่ทับซ้อนกับ Instagram ...) ปรากฎว่า 5 จาก 5 คนที่คุยตาโตลุกวาว บอกว่าเจ๋งมาก มันเยี่ยมมาก เฮ้ย มันเท่


คนหนึ่งที่ไปคุยด้วย หลังจากคุย Concept แล้วเค้ารู้สึกประทับใจและถามว่าทีมเราเป็นอย่างไร คุยไปว่าเราเขียนโปรแกรมบนไหนได้บ้าง และคุยไปว่าพี่อาร์ทดูเรื่อง Business อยู่ เค้าก็ตาโตขึ้นมาอีก 2 มิลฯและหยิบนามบัตรให้พร้อมบอกว่า "ทีมคุณดูเยี่ยมมาก เอาไว้ติดต่อกัน ผมไปเมืองไทยบ่อย ถ้าผมไปอีกไว้นัดเจอกัน"


... นี่คือผลงานเดียวกัน แค่เปลี่ยนวิธีพูด เปลี่ยนมุมมอง ให้เค้าเห็น Vision ของเรา ...


... หาตัวเองให้เจอ ...


ผมอธิบายไม่ถูกว่าผมดีใจและทึ่งแค่ไหน ที่ใช้เวลาแค่สองวัน ทำให้ผลงานที่หลงทางมาสองปี หาตัวมันเจอ รู้ว่ามันควรอยู่ตรงไหน รู้ว่าจะทำยังไงให้เปล่งประกาย ไม่รู้จะขอบคุณ JFDI ยังไงดี ... ถึงหนทางนี้จะยังไม่ Final (เพราะมันก็แค่สองวันเองหนิ) แต่อย่างน้อยก็รู้แล้วว่าปลายทางของมันอยู่ตรงไหน อาวุธของเราคืออะไร ที่เหลือคือทำให้มันคมขึ้น


สิ่งที่จับต้องได้ในสองวันแรก บอกได้เลยว่าสิ่งที่สำคัญและผมรับรู้ได้จากคนเหล่านี้คือ


พวกเขาเก่งมาก

พวกเขาแตกต่าง ไม่ใช่ Just-Another

พวกเขามี "ทีม" ที่แข็งแกร่ง

พวกเขามี Passion อันแรงกล้ามาก

พวกเขามีความเชี่ยวชาญในด้านที่เขาอยากทำ

พวกเขาไม่ความสงสัยในผลงานของตัวเองเลย ทุกน้ำเสียงที่พูดออกมา เค้ามั่นใจ

พวกเขามีศรัทธาอันแรงกล้า

พวกเขามีความสุขมากที่ได้ทำ

พวกเขารู้ว่ามันหาเงินได้ และเป็นเงินที่ได้จากความสุขที่เขาได้ทำ

พวกเขามีความสุข ...


"ทีมทีแข็งแกร่ง" "Passion" "ความมั่นใจ" "ความศรัทธา" คือสิ่งที่จับต้องได้แม้จะผ่านไปแค่สองวันก็ตาม


สองวันแรกเค้าสอนและเน้นย้ำว่า คุณมีเวลา Pitch แค่ 5 นาที คุณต้องบอกให้ชัดเจนว่า คุณเจอปัญหาอะไร คุณแก้ยังไง ทำไมคุณถึงอยากแก้ปัญหานั้น พูดให้เค้าเข้าใจ พูดให้เค้าอิน ... สังเกตดู เค้าเน้นเหลือเกินกับคำว่า "ปัญหา" เพราะหากมันไม่มีปัญหา คนจะมาใช้ผลงานคุณทำไมหละ? เพราะมันสนุก (Fun) หรอ? ... แล้วนิยามของ Fun คืออะไร คุณวัดได้มั้ย ... ไม่ได้ (แต่ 9gag ก็ Raise Fund ไป $2.8 ล้าน ละนะ) ดังนั้น หากคุณยังไม่รู้ว่าปัญหาที่คุณพยายามจะแก้คืออะไร ปัญหาก็อยู่ที่คุณแล้ว พับโปรเจคทิ้งได้เลย


จึงย้อนกลับไปดูตัวเองและ Startup ไทยหลายๆผลงาน จากการเป็น Mentor มาบางงาน พบว่ามีหลายผลงานที่คิดมาเพราะคิดว่าตลาดต้องการ แต่ตัวเองไม่ได้อยากทำ ... พวกนี้เรียกว่าเริ่มต้นก็ลำบากแล้ว


หลายผลงานที่คิดขึ้นมาจาก Passion ของตัวเอง แต่สิ่งที่ขาดคือความมั่นใจ ไม่เชื่อว่ามันจะดี นี่ก็ลำบาก


นี่คือสิ่งที่ผมรู้สึกว่า Startup ไทย(โดยส่วนใหญ่)ขาดคือ Passion ซึ่งโทษเหล่า Startup ไม่ได้ มันเป็นเพราะ Environment และ Ecosystem ในไทยมันยังไม่เอื้ออำนวย ระบบตรงนี้ยังไม่พัฒนาจนถึงขั้นสิงคโปร์หรือประเทศต่างๆที่มีธุรกิจ Startup ให้เห็นอยู่ทั่วไป แต่หาก Startup ไทยข้ามตรงนี้มาได้ เข้าใจวิถีที่ถูกต้องของการทำผลงาน เข้าใจองค์ประกอบทั้งหมด มีทีมที่แข็งแกร่งทำผลงานได้ ผลงานคุณก็จะกลายเป็นเพชรที่โดดเด่นทันที


นี่แค่สิงคโปร์นะ ถ้า Silicon Valley จะขนาดไหน ... น่าตื่นเต้นจริงๆ


มีอะไรจะมาอัพเพิ่มเรื่อยๆครับ แต่อาจจะบ่อยมากไม่ได้ เพราะมีอะไรต้องทำทุกวันและทั้งวัน เหนื่อยมาก แต่ก็สนุกดี ถือเป็นบันทึกการเดินทางครั้งใหม่ที่ยังไม่เคยมาก่อน แบ่งปันให้ทุกคนที่ติดตามกันครับ เป็นการเดินทางที่ตอนจบมีได้ทั้งไปต่อหรือหยุดเดิน (อ่าน Blog ที่แล้วว่าทำไม) ผ่านไป 100 วันคงจะได้เห็นอะไรๆชัดเจนขึ้นครับ


A new journey begins,

new journey that named

MOLOME Pte Ltd.

บทความที่เกี่ยวข้อง

Oct 2, 2013, 21:55
12739 views
ช่วงตอบจดหมายจากทางบ้าน "ผมอยากทำ Startup ครับ"
Feb 19, 2014, 20:44
4334 views
บันทึกเบื้องหลังความสำเร็จของ "Meme ชัชชาติ" โดยคนทำแอพฯแต่งภาพด้วยสติกเกอร์ชัชชาติ
0 Comment(s)
Loading